
โชห่วยช่วยชาติหรือแค่สร้างภาพ
โครงการโชห่วยช่วยชาติที่รัฐบาลคาดหวังว่าจะช่วยแก้ไขปัญหาค่าครองชีพให้กับประชาชน
โครงการโชห่วยช่วยชาติที่รัฐบาลคาดหวังว่าจะช่วยแก้ไขปัญหาค่าครองชีพให้กับประชาชน ผ่านการจำหน่ายสินค้าราคาต่ำกว่าท้องตลาด 20% ในร้านถูกใจ ซึ่งเป็นโครงการที่กระทรวงพาณิชย์เสนอขออนุมัติงบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) 1,320 ล้านบาท มาใช้ดำเนินการ
ล่าสุด กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการเปิดรับสมัครร้านค้าที่สนใจเข้าร่วมโครงการร้านถูกใจ เพื่อให้ทันกับการเปิดตัวร้านแรกได้ภายในวันที่ 19 เม.ย. โดยมีเป้าหมายเปิดให้ครบ 1 หมื่นแห่งทั่วประเทศ แบ่งเป็นเปิดในเขตกรุงเทพฯ และ 15 จังหวัดใหญ่ในเขต อ.เมือง 2,000 แห่ง ให้ได้ภายในเดือน เม.ย. ที่เหลืออีก 8,000 แห่ง เปิดให้ครบภายในเดือน พ.ค.
เป็นที่น่าสังเกตว่าการเร่งเปิดตัวร้านถูกใจให้ได้ตามแผนงานภายใน 2 เดือนนี้ ประจวบเหมาะกับการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท/วัน ที่มีผลไปเมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา และเป็นช่วงที่รัฐบาลกำลังถูกโจมตีจากฝ่ายค้านว่า การบริหารงานของรัฐบาลทำให้สินค้าแพงทั้งแผ่นดิน สอดคล้องกับผลโพลของหลายสำนักวิชาการก็ออกมาระบุผลสำรวจประชาชนว่า คนกำลังกังวลกับปัญหาค่าครองชีพในเวลานี้มากสุด ซึ่งยังไม่มีทีท่าว่าจะเบาบางจากมาตรการขึ้นราคาพลังงานของรัฐบาลตลอดปีนี้
ร้านถูกใจที่ทำออกมาในช่วงเวลานี้ จึงเหมือนเป็นเครื่องมือที่รัฐบาลหวังจะได้ทั้งภาพและกล่อง หรือภาพของรัฐบาลที่เข้ามาแก้ปัญหาค่าครองชีพให้กับประชาชนได้อย่างทันท่วงที และร้านถูกใจสามารถลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนได้จริง โดยตั้งเป้าหมายว่าโครงการดังกล่าวจะช่วยประชาชนได้มากถึง 10 ล้านคน จากราคาสินค้าที่ลดลง 20% ในภาพรวม หรือสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนได้มากถึง 3.6 หมื่นล้านบาท และยังช่วยชะลอการปรับขึ้นราคาสินค้าอื่นๆ ในท้องตลาดอีกทางหนึ่ง
ในความจริงแล้วร้านถูกใจเป็นเพียงแค่การซื้อเวลาไว้ก่อนเท่านั้น เพราะสินค้าที่จำหน่ายผ่านร้านถูกใจราคาถูกลงได้ ส่วนใหญ่เป็นเพราะการใช้งบประมาณอุดหนุนของรัฐบาลภายใต้งบประมาณที่จำกัด และใช้ได้ถึงสิ้นเดือน ก.ย.นี้เท่านั้น ซึ่งงบประมาณก้อนใหญ่มากถึง 500 ล้านบาท ถูกอุดหนุนไปให้กับระบบโลจิสติกส์ เท่ากับว่าสินค้าที่ออกจากโรงงานผลิตจะไม่ผ่านระบบพ่อค้าคนกลางเหมือนกับตลาดสินค้าปกติ ทำให้สินค้าที่ส่งไปขายยังร้านถูกใจเป็นราคาหน้าโรงงาน ซึ่งไม่มีต้นทุนด้านค่าขนส่ง ค่าบริหาร ค่าสต๊อกสินค้า เพราะรัฐบาลเลือกที่จะอุดหนุนให้ทั้งหมด
การอุดหนุนดังกล่าว จึงไม่ใช่การสะท้อนต้นทุนราคาสินค้าที่เกิดขึ้นจริงในเวลานี้ แต่เป็นยุทธวิธีหนึ่งในการตรึงราคาสินค้าทางอ้อมมากกว่าจะขอความร่วมมือผลิตสินค้าตรึงราคาสินค้าทางตรง ที่ช่วยชะลอการปรับขึ้นสินค้าในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น
หากดูปัจจัยที่มีผลต่อต้นทุนสินค้าขณะนี้ พบว่าต้นทุนผลิตสินค้าส่วนใหญ่เป็นต้นทุนวัตถุดิบสัดส่วนมากถึง 70% ซึ่งแนวโน้มต้นทุนวัตถุดิบไม่ว่าจะเป็นสินค้าเกษตร อาหาร ที่ยังต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติจากผลพวงโลกร้อน ทำให้ราคาสินค้าในกลุ่มนี้ยังคงแกว่งตัวและมีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้นตามฤดูกาล ส่วนกลุ่มสินค้านำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมี เหล็ก ทองแดง มีแนวโน้มราคาปรับขึ้นตามต้นทุนวัตถุดิบตลาดโลกที่อิงราคาน้ำมันดิบเป็นหลัก
ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นผ่านดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป หรือเงินเฟ้อ ซึ่งอัตราเงินเฟ้อ 3 เดือน (ม.ค.มี.ค.) ในรอบปีนี้ปรับตัวสูงขึ้นมาตลอดจากกลุ่มอาหารและราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ตัวเลขอัตราเงินเฟ้อที่กระทรวงพาณิชย์ระบุในเวลานี้ มีโอกาสที่เงินเฟ้อปีนี้หลุดเป้าหมายที่กำหนดไว้ไม่เกิน 3.8%
ประกอบกับปัจจัยรอบด้านที่มีผลต่อต้นทุนการผลิตสินค้าและอาจเป็นตัวเร่งให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท/วัน ซึ่งคำนวณออกมาแล้วว่ากระทบต่ออัตราเงินเฟ้อให้เพิ่มขึ้น 0.1% แต่ที่กระทรวงพาณิชย์มีความเป็นห่วงมากสุดคือ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่มีการคาดการณ์ออกมาใน 3 รูปแบบ คือ หากระดับราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยปีนี้อยู่ที่ 120130 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล กระทบเงินเฟ้อ 0.1% จะทำให้เงินเฟ้อปีนี้อยู่ที่ 3.9%
หากระดับราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 130150 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จะกระทบเงินเฟ้อ 0.10.5% ทำให้เงินเฟ้อทั้งปีอยู่ที่ 3.94.4% และหากน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 150200 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล กระทบเงินเฟ้อ 0.51.7% ทำให้เงินเฟ้อทั้งปีอยู่ที่ 4.44.5%
ทั้งนี้ ยังไม่รวมผลกระทบจากการปรับขึ้นของราคาดีเซลและก๊าซเอ็นจีวี ซึ่งเป็นนโยบายด้านพลังงานของรัฐบาลที่มีผลต่อต้นทุนการผลิตสินค้า โดยการปรับขึ้นก๊าซเอ็นจีวี 12% หรือปรับจาก 8.50 บาท/กก. เป็น 9.50 บาท/กก. และการปรับขึ้นน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น 8% จาก 30 บาท/ลิตร เป็น 32.33 บาท/ลิตร มีผลกระทบต่อต้นทุนภาคขนส่งสินค้ารวม 0.44% และยังมีผลต่อต้นทุนการผลิตสินค้าให้เพิ่มขึ้นอีก 0.62%
โครงการโชห่วยช่วยชาติ จึงเป็นเพียงการนำงบประมาณก้อนใหญ่มาใช้ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้กับรัฐบาลในช่วงเวลาสั้นๆ เมื่อเงินหมดลงและไม่ได้รับงบประมาณก้อนใหญ่มาสานต่อ ราคาสินค้าจะกลับมาสะท้อนต้นทุนที่เป็นจริงตามปัจจัยที่เข้ามากระทบ และร้านถูกใจก็คงกลายเป็นอีกหนึ่งความทรงจำของคนไทยว่าเคยมีอยู่เพียงเท่านั้น







