
Zero Error (3) 100 ปี กรณีอับปางของเรือ Titanic
โดย...ม.ล.อัจฉราพร ณ สงขลา
โดย...ม.ล.อัจฉราพร ณ สงขลา
กรณีอับปางของเรือ Titanic ครบ 100 ปี ในคืนของวันที่ 14 เม.ย. 2012 นี้ค่ะ ซึ่งมาอยู่ในช่วงที่ผู้เขียนกำลังเขียนเรื่อง Zero Error อยู่พอดี และเมื่อผู้เขียนมานั่งไตร่ตรองโศกนาฏกรรมของเรือ Titanic บางเรื่องลงไปในรายละเอียดแล้ว ก็เห็นว่ามีปลายประเด็นที่เกี่ยวพันอยู่กับเรื่อง Zero Error อยู่มากทีเดียว
ก่อนอื่นก็ต้องขอคารวะต่อดวงวิญญาณของผู้วายชนม์ในครั้งนั้น ซึ่งก็ถือว่าในการสูญเสียที่ทำให้เกิดพัฒนาการ ทั้งทางเทคโนโลยีและระบบการจัดการและการปฏิบัติที่รอบคอบมากขึ้น และส่งผลทำให้การเดินทางต่อมามีความปลอดภัยมากขึ้น
แต่ท่านผู้อ่านขาก่อนไปสู่ประเด็น Zero Error... ผู้เขียนมีเรื่องข้องใจอยู่นิดหนึ่งค่ะ
คือช่วงที่ภาพยนตร์เรื่อง Titanic ฉายในปี 2540 นั้น ช่วงนั้นสามีผู้เขียน (คุณจักรพันธุ์ ณ สงขลา) ไปเลือกภาพยนตร์จากตัวแทนจำหน่ายและบริการภาพยนตร์ขึ้นเครื่องบินที่ฮ่องกง นำมาฉายบนเครื่องบินการบินไทย หลังจากดูภาพยนตร์เรื่องนั้นแล้ว เขาสนใจเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ Titanic มาก กลับมาบ้านก็คุยให้ฟังหลายเรื่อง ผู้เขียนฟังทุกครั้งที่เขาเล่า ...สนุกดีค่ะ
เขาบอกว่า สายการบินแถวตะวันออกกลางสายหนึ่ง ต้องการนำTitanic ขึ้นฉายบนเครื่องบินเหมือนกัน แต่ขอให้ทางผู้จัดจำหน่ายช่วยตัดภาพในฉากที่ Rose กับ Jack กำลังได้เสียกันที่ในรถใต้ท้องเรือ แล้วก็ให้ตัดภาพวาดเปลือยของ Rose ออก
ก็ได้ทราบจากเขานี่แหละค่ะว่า... การตัดหนังบางส่วนออกไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ค่ะ
“พวกนี้ไม่รู้หรือว่า ผู้กำกับอย่าง James Cameron เป็นใคร”
หลังจาก Titanic ออกฉาย James Cameron พักร้อนยาว ไม่ติดต่อกับใครในโลกนี้ คนที่ไปขอให้คนสร้างหนังระดับ James Cameron หรือ Steven Spielberg ตัดส่วนใดส่วนหนึ่งในหนังที่เขาสร้างนั้นถือว่าบังอาจมาก พวกจัดจำหน่ายหนังไม่กล้าขอให้ตัดแน่นอน เพราะถ้าไปบอกให้ James Cameron ตัดรับรองว่านอกจากจะไม่ตัดให้ตามคำขอแล้ว อาจจะด่ากลับมาอีก เพราะฉากภาพเปลือยและฉากที่ได้เสียกันถือเป็น Key Message ของเรื่อง
คุณสามีบอกว่า ฉาก Love Scene ระหว่าง Rose กับ Jack ในทัศนะของคนบรรยายการถ่ายภาพและคนดูหนังอย่างเขาถือว่าเป็นฉากหื่นที่งดงามชั้นครู แม้แต่ Kate Winslet ซึ่งแสดงเป็น Rose ยังไม่กล้าดูที่ตัวเองแสดงเลย ใครต้องการชมฉากหื่นที่งดงามอย่างนั้น เขาบอกว่า...นอกจากให้ดูในเรื่อง Titanic แล้วให้ไปดูในเรื่อง Romeo & Juliet สำหรับหนังไทยอาจไม่เข้มข้นขนาดนั้น แต่หากจะยกตัวอย่างฉากรักที่งดงาม ให้ไปดูฉากของ “ขวัญกับเรียม” ขี่ควายเล่นน้ำในท้องทุ่งแห่งคลองแสนแสบ ของคุณ เชิด ทรงศรี ในเรื่อง “แผลเก่า” ค่ะ
แต่มันมีอีกเรื่องหนึ่งค่ะที่น่าสนใจมากกว่า...
วันหนึ่ง คุณสามีบินกลับมาจากสหรัฐอเมริกา เขาซื้อหนังสือเล่มหนึ่งจาก Barnes & Noble มาเปิดให้ผู้เขียนดูในหน้าทะเบียนผู้เสียชีวิตในเรือ Titanic
น่าสนใจค่ะ ที่ในหนังสือเล่มนั้น กล่าวว่า มีผู้โดยสารในเรือ Titanic ท่านหนึ่งเป็นคนไทย แต่หนังสือมิได้บอกชื่อผู้โดยสารท่านนั้น เมื่อวานผู้เขียนขอให้เขาช่วยหยิบหนับสือเล่มนั้นมาดูหน่อย ปรากฏว่าหาไม่เจอ ก็ไม่ได้ถามต่อ...คงให้สาวคนไหนไปอ่านแล้วไม่ได้คืนแน่
ก็คุยกับเขาว่า... หากมีคนไทยอยู่บนเรือ Titanic จริง น่าจะเป็นใคร?
คนไทยคนนั้นเดินทางจาก Southampton ไป New York ทำไม?
เขาคนนั้นน่าจะเดินทางชั้น 3 เพราะพวกที่รอดตายได้ลงเรือช่วยชีวิตส่วนใหญ่เดินทางชั้น 1 และ 2 พวกชั้น 3 ส่วนใหญ่ลงไปลอยคอหนาวตายอยู่ในน้ำค่ะ
เรือ Titanic จมเมื่อปี 1912 ซึ่งเป็นช่วงต้นสมัย ร.6
โอยคิดแล้วปวดหัวค่ะ หากท่านผู้ใดสนใจก็ไปค้นต่อ แล้วช่วยมาเล่าให้ฟังบ้างก็แล้วกันนะคะ
ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ
กลับมาในเรื่อง Zero Error ของเรากันต่อดีกว่านะคะ
กรณีอับปางของเรือTitanic ให้อะไรเราในเรื่อง Zero Error บ้างคะ?
มีหลายเรื่องค่ะ แล้วก็ส่งผลกับแนวคิดในปรัชญา Zero Error โดยตรง
อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นครั้งนั้น อยู่ในช่วงที่ New York กำลังเป็นนครในฝัน ตึกระฟ้ากำลังงอกงามขึ้นมาทั่วเกาะ Manhattan
Titanic นำคนหลายจำพวกไปที่นั่น...หญิงคนหนึ่งในเรือ Titanic เป็นเจ้าของดีพาร์ตเมนต์สโตร์ใหญ่ใน New York ...นักค้าของเก่าคนหนึ่งเอามัมมี่ลงเรือ Titanic เพื่อเอาไปขายให้พิพิธภัณฑ์ใน New York ...พวกมองไม่เห็นอนาคตตัวเองในยุโรปมากมายซื้อตั๋วชั้น 3 บ่ายหน้าลงเรือ Titanic ไปเริ่มชีวิตใหม่ใน New York ฯลฯ
แต่แล้วก็เหมือนกับนัดหมาย ทุกคนมาประสบชะตากรรมร่วมกัน
คนตาย 1,500 กว่าคน ขณะที่มีผู้รอดชีวิตเพียง 700 กว่าคน การอับปางของ Titanic ถือเป็นอุบัติเหตุในการเดินเรือที่น่าพรั่นพรึงครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเดินเรือของมนุษยชาติ
คุณสามีไปเอาข้อมูลจากไหนไม่ทราบมากองให้เต็มไปหมด แต่ตัวเองก็ยังถือเข็มในการมองเรื่องนี้ให้เป็นเรื่อง Zero Error อยู่ เอาเป็นว่าเราค่อยๆ แกะเรื่องนี้กันไป เรื่อยๆ
อยู่ดีไม่ว่าดี...ดันเผลอไปเปิดเพลง My Heart Will Go On ของ Celine Dion ฟังแล้วอยากร้องไห้ค่ะโดยเฉพาะวรรค..
“Love can touch us one time and last for a lifetime”
ผู้เขียนเห็นว่าเป็น Key Message ของเพลงนี้ และหนังเรื่องนี้...กินใจจริงๆ ค่ะ
และขอไว้อาลัยกับผู้วายชนม์จาก เรือ RMS Titanic ในวาระครบรอบ 100 ปี ในกรณีอับปางของเรือ RMS Titanic อีกครั้งค่ะ... m
(อ่านต่อวันอังคารหน้าค่ะ)







