
ไทยยูเนียน โฟรเซ่น โปรดักส์ สถิติกำไรสูงสุดของบริษัท
บริษัท ไทยยูเนียน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF) ภายใต้การบริหารงานของ
“ธีรพงศ์ จันศิริ” ประธานกรรมการบริหาร ผลประกอบการปี 2552 สถิติสูงเป็นประวัติการณ์ในรอบ 20 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมาที่กำไรสุทธิ 3,344 ล้านบาท เติบโต 52% จากปี 2551 หากไม่รวมรายการพิเศษคือค่าใช้จ่ายในการหยุดดำเนินงานที่เกาะซามัว (17 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 568 ล้านบาท) และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 352 ล้านบาท กำไรของ TUF จะสูงถึง 3,661 ล้านบาท หรือ 4.14 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 61% จากกำไรปกติปี 2551อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มสูงสุดในรอบ 5 ปี จาก 12.7% ปี 2551 เป็น 15.1% เป็นผลมาจาก
ประการแรก สต๊อกทูน่าที่ราคาต่ำในเดือน ธ.ค. 2551เม.ย. 2552
ประการที่สอง ส่งออกกุ้งไปญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น
ประการที่สาม โครงสร้างสินค้ากุ้งและอาหารทะเลจะมีสินค้าพร้อมปรุงและพร้อมรับประทานเพิ่มขึ้น
ประการที่สี่ โรงงานสงขลาแคนนิ่งปรับกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
“
ธีรพงศ์” ตั้งเป้าหมายไว้ว่า ปีนี้ตั้งเป้ายอดขายในรูปเงินเหรียญสหรัฐเพิ่มขึ้น 12% จากปี 2552 ที่ยอดขายไม่เติบโต และคาดว่ากำไรสุทธิจะเติบโต 1520% จากปี 2551 เนื่องมาจากค่าใช้จ่ายปิดโรงงานที่จ่ายไปเมื่อปี 2552 เป็นค่าใช้จ่ายครั้งเดียว จะไม่เกิดขึ้นในปีนี้อีก ทำให้ปีนี้เป็นปีที่ดีอีกปีหนึ่งของผลประกอบการบริษัททั้งนี้ จะรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้ในระดับที่ 1416% ตั้งเป้าอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ไม่ต่ำกว่า 10% อัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นสูงไม่ต่ำกว่า 20%
นอกจากนั้น ยังคงเป้าหมาย 4 ปีข้างหน้า (25522555) จะมียอดขายในรูปเงินเหรียญสหรัฐแตะ 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ได้มีการซื้อที่ดิน 270 ไร่ เพื่อขยายงานในประเทศในช่วง 4 ปีข้างหน้า โดยมีงบประมาณลงทุนปีนี้ 1,200 ล้านบาท เพื่อสร้างห้องเย็นใหม่ ทั้งนี้การลงทุนดังกล่าวอยู่ภายใต้เป้าหมายสัดส่วนหนี้สินต่อทุนไม่เกิน 1 เท่า
บล.พัฒนสิน ให้ TUF เป็นหุ้นที่แนะนำลงทุนสูงสุดในกลุ่มเกษตรและอาหาร เพราะ
ประการแรก แนวโน้มการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจปี 2553 ของสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ที่เป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ของอาหารแปรรูปทั้งกุ้งแปรรูปและทูน่ากระป๋อง ที่จะทำให้มีความต้องการนำเข้าอาหารแปรรูปจากไทยมากขึ้น
ประการที่สอง แนวโน้มการปรับโครงสร้างสินค้าของ TUF เข้าหากลุ่มสินค้าพร้อมปรุง พร้อมรับประทาน ที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น โดยความร่วมมือกับภัตตาคารและกลุ่มค้าปลีกในสหรัฐ
ประการที่สาม การย้ายโรงงานปลาทูน่าของ ซิคเก้น ออฟ เดอะ ซีส์ (COSI) ไปยังสหรัฐ ทำให้มีอัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้น และใช้เงินทุนหมุนเวียนน้อยลง ทำให้สามารถหาโอกาสลงทุนใหม่ในอนาคต
บล.ฟิลลิป ประมาณการว่า ปี 2553 TUF จะมียอดขายกลับมาขยายตัวเพราะเศรษฐกิจฟื้น โดยสินค้าที่จะผลักดัน คือ ซาร์ดีน กุ้ง ปลาหมึก และการขายในประเทศ โดยคาดว่ายอดขายสกุลเหรียญสหรัฐจะเพิ่มขึ้น 10% คิดเป็นเงินบาทเพิ่มขึ้น 6% (ค่าเงินบาท 33 บาทต่อเหรียญสหรัฐ) โดยคาดว่าอัตรากำไรจะมีเสถียรภาพมากขึ้นจากนโยบายการขายที่เน้นสินค้ามูลค่าเพิ่ม นอกจากนั้นยังคาดว่ากำไรสุทธิจะเติบโต 7%
นักวิเคราะห์ บล.กรุงศรีอยุธยา มีมุมมองเป็นบวกต่อหุ้นนี้จากการเปิดโรงงานใหม่ในสหรัฐที่ช่วยลดต้นทุน รวมถึงขยายตลาดผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มที่จะเพิ่มยอดขายและกำไรต่อหน่วย
นอกจากนั้นยังประมาณการยอดขายสกุลเหรียญสหรัฐเพิ่มขึ้นเพียง 10% และตั้งสมมติฐานกำไรขั้นต้นที่ 15.48%
ทั้งนี้ คาดว่าไตรมาสแรกปีนี้ผลการดำเนินงานมีโอกาสเติบโต เนื่องจาก ทิศทางราคาผลิตภัณฑ์อยู่ในช่วงขาขึ้น ช่วงไตรมาส 4 ปี 2552 มีการบันทึกค่าใช้จ่ายปิดโรงงานและงานใหม่ช่วยประหยัดต้นทุน แต่มีความเสี่ยงจากโรงงานแห่งใหม่ที่เปิดไตรมาสนี้ทำให้ประมาณการผลิตยังไม่ชัดเจน







