posttoday
น้ำใจคนไทยพุ่งบูมธุรกิจเพื่อสังคม

น้ำใจคนไทยพุ่งบูมธุรกิจเพื่อสังคม

10 เมษายน 2555

จากสถานการณ์วิกฤตอุทกภัยครั้งใหญ่ที่ผ่านมา แม้หลายคนจะประสบปัญหา แต่อีกด้านหนึ่งกลับทำให้เห็นน้ำใจคนไทยในการออกมาช่วยเหลือกันอย่างไม่เคยมีมาก่อน ทำให้องค์กรธุรกิจหลายแห่งมองเห็นโอกาสในการทำธุรกิจเพื่อสังคมอย่างจริงจังมากขึ้น มากกว่าแค่การทำกิจกรรมซีเอสอาร์เป็นครั้งคราว

จากสถานการณ์วิกฤตอุทกภัยครั้งใหญ่ที่ผ่านมา แม้หลายคนจะประสบปัญหา แต่อีกด้านหนึ่งกลับทำให้เห็นน้ำใจคนไทยในการออกมาช่วยเหลือกันอย่างไม่เคยมีมาก่อน ทำให้องค์กรธุรกิจหลายแห่งมองเห็นโอกาสในการทำธุรกิจเพื่อสังคมอย่างจริงจังมากขึ้น มากกว่าแค่การทำกิจกรรมซีเอสอาร์เป็นครั้งคราว

ธุรกิจเพื่อสังคมในประเทศไทยแจ้งเกิดและเติบโตในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยตั้งสำนักงานสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติ (สกส.) ขึ้นในปี 2553 เพื่อกระตุ้น สนับสนุน ประสานความร่วมมือให้เกิดกิจการ เพื่อสังคมและพัฒนาเป็นเครือข่ายกิจการ เพื่อสังคมทั่วประเทศไทย

มงคล เกษมสันต์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการ สกส. กล่าวว่า ธุรกิจเพื่อสังคมในประเทศไทยถือว่ายังอยู่ในช่วงเริ่มต้นที่ สกส.ให้การสนับสนุน ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) ขณะที่องค์กรขนาดใหญ่ส่วนใหญ่ยังเป็นการทำกิจกรรมเพื่อสังคม หรือซีเอสอาร์เป็นหลัก มาปีนี้กระแสความห่วงใยในสภาวะแวดล้อมและภัยพิบัติที่เกิดขึ้น ทำให้ภาคธุรกิจหันมาดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง

ทั้งนี้ สกส.มีนโยบายในเชิงรุกมากขึ้น ที่จะสนับสนุนธุรกิจเพื่อสังคมทั้งให้การสนับสนุน โดยเปิดให้มีการลงทะเบียนเครือข่ายกิจการเพื่อสังคมขึ้น เพื่อรวบรวมผู้ประกอบการให้เป็นระบบ ตลอดจนเชื่อมโยงเครือข่ายและตลาดกลุ่มเป้าหมายที่จะเข้ามาสนับสนุน และขยายโอกาสการดำเนินการของกิจการ หลังจากนั้นจะมีการระดมทุน การจัดทำ SE Mark เหมือนฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในการซื้อสินค้าและบริการจากธุรกิจเพื่อสังคม เป็นต้น

“ที่ผ่านมาผู้ประกอบกิจการธุรกิจเพื่อสังคมส่วนใหญ่จะเป็นเอสเอ็มอี ที่ยังมีปัญหาทั้งเรื่องการตลาด ช่องทางการจำหน่าย สกส.ต้องเข้าไปช่วยดูแล โดยอาจระดมทุนจากองค์กรใหญ่ที่มีงบด้านซีเอสอาร์และต้องการสนับสนุนกิจการเพื่อสังคมมาร่วมลงขัน แต่ก็เป็นนิมิตหมายที่ดีที่ขณะนี้บริษัทใหญ่ๆ หันมาทำกิจการเพื่อสังคมด้วยตัวเอง” มงคล กล่าว

ล่าสุด คือ กลุ่มบริษัท เอสเอสยูพี ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและอาหารเสริมแบรนด์ “โอเรียนทอล พริ้นเซส” มาทำผลิตภัณฑ์แบรนด์ “กตัญญู” และใช้รูปแบบการดำเนินธุรกิจแบบกิจการเพื่อสังคม โดยจะใช้กำไรจากการดำเนินงานมาสนับสนุนและพัฒนาการศึกษา เริ่มจากการเปิดตัวน้ำดื่มภายใต้แบรนด์ “กตัญญู” ก่อนขยายไปสู่สินค้าอุปโภคบริโภคอื่นๆ ต่อไป

ดร.ชัยรัช หิรัญยะวะสิต ที่ปรึกษา บริษัท วลัยวิโรจน์ เพื่อสังคม (2553) กล่าวว่า รูปแบบของธุรกิจกตัญญูจะหาเครือข่ายร้านค้ามาร่วมจำหน่ายน้ำดื่มแบรนด์ “กตัญญู” ตั้งเป้าขยายจุดจำหน่ายได้ 2,000 จุด วางเป้าหมายยอดขายจุดละ 600 ขวดต่อเดือน หรือ 1.2 ล้านขวดต่อเดือน หักกำไรขวดละ 50 สต. เข้าสู่มูลนิธิกตัญญู ตั้งเป้ามีเงินเข้ากองทุนฯ 6 แสนบาทต่อเดือน

ผศ.ดร.การดี เลียวไพโรจน์ อาจารย์คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า จากการสำรวจเบื้องต้นด้วยการสอบถามคนรุ่นใหม่ พบว่ามีแนวโน้มตอบสนองกับธุรกิจเพื่อสังคมมากขึ้น โดย 92% ของผู้ตอบแบบสอบถาม ระบุว่า จะซื้อสินค้าที่ใส่ใจต่อสภาพแวดล้อม และ 63% จะซื้อสินค้าที่สร้างความยั่งยืนให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะผู้หญิง 74% จะซื้อสินค้าที่กระบวนการผลิตและเจ้าของที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แม้ว่าสินค้านั้นจะมีราคาแพงกว่าก็ตาม

“แนวโน้มดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่ดีต่อการขยายตัวของธุรกิจเพื่อสังคมในอนาคต และเป็นโอกาสดีที่ภาครัฐจะเข้ามาสนับสนุนอย่างจริงจัง เช่นเดียวกับหลายประเทศที่ทำเรื่องธุรกิจเพื่อสังคม รัฐจะต้องเข้ามาสนับสนุน” ผศ.ดร.การดี กล่าว

แนวคิดของการดำเนินธุรกิจเพื่อสังคมในประเทศไทย ไม่ใช่เพิ่งเกิด แต่มีมานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ที่ต่อยอดจากภูมิปัญญาไทยสู่นวัตกรรมสินค้าเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง สหกรณ์เลมอนฟาร์ม เป็นต้น และขณะนี้กำลังเกิดผู้ประกอบการธุรกิจเพื่อสังคมรายเล็กๆ จำนวนมาก ที่อยากเห็นสังคมดีขึ้น

ผศ.กฤติยา ตระกูลทิวากร ผู้ก่อตั้งบริษัท เพื่อสังคม 141 กล่าวว่า บริษัทได้รับเงินทุนสนับสนุน 5 หมื่นบาท จากสถาบันเชนจ์ ฟิวชั่น องค์กรของคนรุ่นใหม่ที่สนับสนุนจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจเพื่อสังคม จากนั้นมาเริ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนาศักยภาพของเด็กไทยที่ต้องซื้อของเล่นราคาแพง โดยใช้เวลา 1 ปี พัฒนาสินค้าและเริ่มวางจำหน่ายเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา

สำหรับรูปแบบธุรกิจของ 141 คือ จำหน่ายของเล่น 1 ชิ้น จะนำของเด็กไปบริจาคให้กับศูนย์เด็กด้อยโอกาสอีก 1 ชิ้น เบื้องต้นสินค้าที่ผลิตเป็นที่คั่นหนังสือ และกำลังพัฒนาต่อยอดไปสู่เฟอร์นิเจอร์ไม้ โดยเน้นช่องทางจำหน่ายผ่านเฟซบุ๊กเป็นหลัก และออกงานเพื่อสังคมต่างๆ ถือว่ายอดขายเป็นที่น่าพอใจคือ ประมาณ 200 ชิ้นต่อเดือน

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนขยายทั้งในส่วนของพนักงานจิตอาสาที่จะไปขายของ เป็นต้น เพื่อขยายช่องทางจำหน่ายและนำของไปบริจาคให้กับศูนย์เด็กด้อยโอกาส ซึ่งมีอยู่กว่า 2 หมื่นแห่งทั่วประเทศ

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกิจการเพื่อสังคม ซึ่งมีทั้งรายเล็กและรายใหญ่ และมีแนวโน้มเกิดขึ้นอีกมากมาย โดยต่างมีเป้าหมายเดียวกันคือ พัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท