
คู่ความขอลงทุนที่หมอชิต
บางกอกเทอร์มินอลบุกธนารักษ์จูงที่ปรึกษาการเงินมาการันตีรัฐ
บางกอกเทอร์มินอลบุกธนารักษ์จูงที่ปรึกษาการเงินมาการันตีรัฐ
บางกอกเทอร์มินอล ดอดจีบกรมธนารักษ์ที่เป็นคู่กรณี ขอพัฒนาหมอชิตต่อ
นายนริศ ชัยสูตร อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า หลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้กรมธนารักษ์เดินหน้าพัฒนาที่ราชพัสดุหมอชิตต่อไป หลังจากมีปัญหายืดเยื้อทำอะไรไม่ได้มาถึง 18 ปี ซึ่งล่าสุดทางผู้บริหารของบริษัท บางกอกเทอร์มินอล หรือ BKT ที่เป็นผู้ได้รับสัมปทานเดิม พร้อมด้วยที่ปรึกษาทางการเงินได้เดินทางเข้ามาพบ และแสดงความสนใจที่จะพัฒนาที่ราชพัสดุหมอชิตต่อไป
โครงการนี้จะพัฒนาเป็นช็อปปิ้งเซ็นเตอร์ โรงแรมระดับหรู หรืออพาร์ตเมนต์ เนื่องจากเป็นจุดศูนย์กลางคมนาคม มีสถานีรถไฟฟ้า โดยมีพื้นที่ของโครงการทั้งสิ้น 1 แสน ตร.ม.
นายนริศ กล่าวว่า ผู้บริหาร BKT และที่ปรึกษาทางการเงิน ยืนยันว่า บริษัทมีความพร้อมในทุกด้านที่จะสานต่อโครงการหมอชิต โดยเฉพาะเงินทุนที่จะมาดำเนินโครงการ ซึ่งหากได้รับการอนุมัติให้ทำโครงการต่อ เชื่อว่าจะมีสถาบันการเงินให้การสนับสนุนรวมถึงมีผู้เข้ามาขอร่วมทุนทันที
อย่างไรก็ตาม นายนริศ กล่าวว่า การดำเนินการโครงการหมอชิตที่เดิมมูลค่าโครงการอยู่ที่ 1.82 หมื่นล้านบาท จะต้องดำเนินตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนรัฐและเอกชนปี 2535 โดยจะต้องมีการว่าจ้างที่ปรึกษาเข้ามาศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการว่ามีความคุ้มค่าหรือไม่ เพราะโครงการมีมูลค่ามากกว่า 5,000 ล้านบาท
นอกจากนั้น ก็ต้องมีการตั้งคณะกรรมการตามมาตรา 13 ตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนมาพิจารณาผลการศึกษา และเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขการดำเนินโครงการ ว่าจะให้มีการประมูลใหม่ หรือให้ผู้ได้รับสัมปทานเดิม BKT ดำเนินการต่อไป ซึ่งการดำเนินการเชื่อว่าต้องใช้เวลาอีกไม่ต่ำกว่า 1 ปี
นายนริศ กล่าวว่า เงื่อนไขของผู้ที่ได้รับสัมปทานพัฒนาที่หมอชิต จะต้องเจรจาจ่ายค่าวางฐานรากให้กับรถไฟฟ้าบีทีเอส ซึ่งที่ผ่านมาได้ฟ้องให้กระทรวงการคลังจ่ายค่าเสียหายดังกล่าวราว 1,100 ล้านบาท และกระทรวงการคลังได้มีการสอบผู้ที่เกี่ยวข้องที่ทำให้กระทรวงการคลังเสียหาย ซึ่งมีทั้งข้าราชการที่เกษียณไปแล้วและยังทำงานอยู่ โดยได้เสนอชื่อไปให้กระทรวงการคลังตั้งคณะกรรมการให้รับผิดทางแพ่ง
อย่างไรก็ตาม หากผู้ได้รับสัมปทานยินดีจ่ายค่าเสียหายให้กับกระทรวงการคลัง ผู้ที่เกี่ยวข้องก็อาจจะไม่ต้องรับผิดชอบ







