
ธนชาตตีปีกรับเช่าซื้อคาดพุ่งทะลุ9แสนคัน
คนไทยไม่หวั่นน้ำมันแพง “ธนชาต” มั่นใจสินเชื่อเช่าซื้อรถใหม่ฉลุยทั้งตลาดเกิน 9 แสนคัน
คนไทยไม่หวั่นน้ำมันแพง “ธนชาต” มั่นใจสินเชื่อเช่าซื้อรถใหม่ฉลุยทั้งตลาดเกิน 9 แสนคัน
นายสมเจตน์ หมู่ศิริเลิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารธนชาต กล่าวว่า ปีนี้ธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์มีทิศทางเติบโตได้ดี ขณะนี้ธนาคารอยู่ระหว่างติดตามข้อมูลและพูดคุยกับบริษัทผู้ประกอบการค่ายรถยนต์ขนาดใหญ่ มีความเป็นไปได้สูงมากที่ปีนี้ยอดขายรถยนต์ใหม่จะมากกว่า 9 แสนคัน ซึ่งเป็นการคาดการณ์เดิมของธนาคารด้วย จึงเชื่อว่าปีนี้สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ของธนาคารจะเติบโตกว่า 10% โดยมีส่วนแบ่งการตลาด 20%
นายสมเจตน์ กล่าวว่า แม้ราคาน้ำมันจะมีทิศทางแพงขึ้น แต่คนไทยก็ยังนิยมซื้อรถยนต์เป็นของตัวเอง ราคาน้ำมันจึงไม่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อรถยนต์ในปีนี้ โดยเฉพาะยอดขายรถยนต์ประหยัดพลังงาน (อีโคคาร์) จะเติบโตสูง
“คนไทยไม่กลัวเรื่องซื้อรถ มีแต่จะกระโดดใส่ ราคาน้ำมันแพงก็ไม่มีใครขายรถด้วย เลยไม่มีปัญหาเรื่องเอ็นพีแอลให้เห็น” นายสมเจตน์ กล่าว
นายสมเจตน์ กล่าวว่า ขณะนี้ธนาคารมีเงินกองทุนเกินกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนด ไม่ถือว่าล่อแหลมต่อการรองรับเกณฑ์บาเซล 3 แต่หาก ธปท.ต้องการให้เพิ่มมากกว่านี้ก็ไม่เป็นไร สามารถนำกำไรเข้ามานับในเงินกองทุนขั้นที่ 1 (เทียร์ 1) ได้
ทั้งนี้ เงินกองทุนของธนาคารธนชาตอยู่ที่ 13.72% ในนี้เป็นเทียร์ 1 อยู่ที่ 9.28% ซึ่งตามเกณฑ์บาเซล 3 จะให้น้ำหนักเทียร์ 1 เพิ่มขึ้น โดยเทียร์ 1 ต้องไม่ต่ำกว่า 6% จากปัจจุบันใช้เกณฑ์บาเซล 2 เทียร์ 1 ต้องไม่ต่ำกว่า 4.5%
สำหรับธุรกิจประกันชีวิตนั้น ยืนยันว่า ธนาคารยังไม่มีการตัดสินใจขายธุรกิจประกัน แต่หน้าที่ของธนาคารคือดูทุกโอกาส ธุรกิจต้องเหมาะสมกับธนาคารและผู้ถือหุ้น
ด้านผลการดำเนินงานของธนาคารในปี 2554 สินเชื่อขยายตัว 4.7% โดยเฉพาะสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ขยายตัว 19.5% จากสิ้นปี 2553 โดยมียอดสินเชื่อคงค้างทั้งสิ้น 286,361 ล้านบาท ขณะที่สัดส่วนการให้สินเชื่อเช่าซื้อรถใหม่ต่อปริมาณการจำหน่ายรถใหม่อยู่ที่ 19.1%
นอกจากนี้ ผลจากการควบรวมธนาคารนครหลวงไทย ทำให้สัดส่วนสินเชื่อของธนาคารมีการกระจายที่ดีขึ้น โดยสัดส่วนสินเชื่อรายย่อยต่อสินเชื่อธุรกิจอยู่ที่ 62% และสินเชื่อเอสเอ็มอีอยู่ที่ 38%
ขณะที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (สเปรด) อยู่ที่ 2.9% ลดลงจากปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ 3.3% ต้นทุนทางการเงินของธนาคารเพิ่มขึ้นเป็น 2.6% จากปีก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ 1.8% เป็นผลจากการปรับขึ้นของดอกเบี้ยตลาดและการแข่งขันดอกเบี้ยสูง
สำหรับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ทั้งของธนาคารและบริษัทย่อยมีจำนวน 37,677 ล้านบาท คิดเป็น 5.6% ของสินเชื่อรวม







