
ไทยพาณิชย์โตฉุดไม่อยู่
วิชิตลั่นทั้งปีสินเชื่อขยาย10% ขอมติออกหุ้นกู้รวดเดียวแสนล.
วิชิตลั่นทั้งปีสินเชื่อขยาย10% ขอมติออกหุ้นกู้รวดเดียวแสนล.
“ไทยพาณิชย์” สินเชื่อไตรมาสแรกไปได้สวย คาดทั้งปีตามเป้าหมายเกิน 10% ขอผู้ถือหุ้นออกหุ้นกู้รองรับธุรกิจ 1 แสนล้านบาท
นายวิชิต สุรพงษ์ชัย ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ไตรมาสแรกสินเชื่อของธนาคารมีแนวโน้มที่ดีมาก จากภาคธุรกิจที่ปรับตัวได้เร็วจากปัญหาน้ำท่วมในปลายปีก่อน จึงเชื่อว่าปีนี้ธนาคารจะขยายสินเชื่อได้เกิน 10% จากเป้าหมายสินเชื่อปีนี้ที่ตั้งไว้ 12-14% น่าจะได้ในระดับเทียบเท่าปีก่อน
นายวิชิต กล่าวว่า ธนาคารได้ขอที่ประชุมผู้ถือหุ้นออกหุ้นกู้วงเงินไม่เกิน 1 แสนล้านบาท ซึ่งอาจจะออกเป็นสกุลเงินบาทหรือสกุลเงินต่างประเทศแต่ต้องเทียบเท่าที่ขอผู้ถือหุ้น เนื่องจากวงเงินเดิมที่เหลืออยู่ไม่เพียงพอจากปัจจุบันที่มีอยู่ 1.5 แสนล้านบาท หากรวมการขอออกหุ้นกู้ครั้งนี้เป็น 2.5 แสนล้านบาท การออกหุ้นกู้ครั้งนี้จะไม่นับรวมอยู่ในเงินกองทุน เพราะเป็นหุ้นกู้ทั่วไป
“ถ้าดูการเติบโตของธุรกิจธนาคารตอนนี้น่าจะหาเงินทุนมารองรับ ในอดีตเราไม่ได้ขอผู้ถือหุ้นมาก เพราะอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจและสินเชื่อไม่ได้เห็นชัดเหมือนขณะนี้ ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเราขยายธุรกิจทุกกลุ่ม ทั้งกลุ่มลูกค้ารายย่อย เอสเอ็มอี และลูกค้ารายใหญ่” นายวิชิต กล่าว
ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ขณะนี้ธนาคารมีลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นจำนวนมาก หุ้นกู้ถือเป็นการระดมทุนในระยะยาว ธนาคารจะหาเงินฝากก็ได้ แต่คุณสมบัติของเงินฝากจะมีระยะเวลาสั้นกว่าหุ้นกู้ ซึ่งหุ้นกู้จะบริหารได้ตามระยะเวลาการใช้สินเชื่อของลูกค้าแต่ละกลุ่ม
อย่างไรก็ดี สิ่งที่อยากเห็นคือ การลงทุนจากภาคเอกชนในประเทศให้มากกว่านี้ ปัจจุบันการลงทุนในประเทศค่อนข้างน้อย แต่ปีนี้น่าจะเห็นการลงทุนจากภาครัฐบาลมากที่สุด
สำหรับยุทธศาสตร์ของธนาคารในปีนี้จะเน้นการให้บริการครบวงจรที่ดีที่สุดของประเทศ ซึ่งเชื่อมั่นว่าธนาคารไปถึงจุดนั้นได้แน่นอน เพราะ 10 ปีที่ผ่านมาก็สามารถขยายฐานลูกค้าจาก 6 ล้านคน เป็น 12 ล้านคน โดยปีนี้จะให้ความสำคัญเรื่องภาพลักษณ์ของธนาคารมากขึ้นผ่านแคมเปญต่างๆ สู่สายตาประชาชน
ทั้งนี้ ในปี 2554 ธนาคารไทยพาณิชย์มีกำไรสุทธิ 36,273 ล้านบาท จากปี 2553 ที่มีกำไร 24,206 ล้านบาท ที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติจ่ายเงินปันผลหุ้นละ 3.5% คิดเป็นเงินปันผลทั้งสิ้น 11,897 ล้านบาท หรือ 38.3% ของกำไรสุทธิ







