
ทีโอที-กสทฯเล็งตั้งบริษัทลูกบริหารสินทรัพย์
ทีโอที-กสทฯ พร้อมตั้งบริษัทลูกบริหารสินทรัพย์โครงข่ายมูลค่าแสนล้านบาทหลังสัมปทานหมดอายุ
ทีโอที-กสทฯ พร้อมตั้งบริษัทลูกบริหารสินทรัพย์โครงข่ายมูลค่าแสนล้านบาทหลังสัมปทานหมดอายุ
น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที เปิดเผยว่า แนวทางที่ดีที่สุดสำหรับ บริษัท ทีโอที และ กสท โทรคมนาคม หลังรายได้จากสัมปทานเอกชนหมดอายุ คือ การตั้งบริษัทลูกเพื่อบริหารสินทรัพย์ โดยเฉพาะโครงข่ายมือถือและเสาสถานีฐานทั่วประเทศที่มีมูลค่ารวมกันมากกว่า 1 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ ทั้งทีโอที และ กสทฯ จะได้รับสินทรัพย์จากเอกชนผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ตามสัญญา สร้าง โอน ให้บริการ หรือ บีทีโอ ซึ่งทำให้กลายเป็นจุดที่แข็งแรงของทีโอที และกสทฯ ที่จะช่วยสร้างรายได้จากการเป็นผู้ให้บริการโครงข่าย หรือ เน็ตเวิร์ก โพรวายเดอร์
“หากมองแง่ลบ คือ ไม่มีรายได้จากสัมปทานแต่มองในแง่ดี คือ ทีโอที และ กสทฯ กลายเป็นเจ้าของโครงข่ายไร้สายที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ จึงต้องร่วมมือกันเพื่อให้องค์กรอยู่รอดให้ได้” รมว.ไอซีทีกล่าว
สำหรับขั้นตอนการดำเนินการ คือ ได้ตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อร่วมทำงาน มีปลัดไอซีทีเป็นประธาน และ ประกอบด้วย ประธานบอร์ด และ กรรมการผู้จัดการใหญ่ของทั้งสองแห่ง ที่จะต้องเร่งสรุปแนวทางเพื่อดำเนินการให้เร็ที่สุด เพราะสัญญาของ บริษัท ทรูมูฟ จะสิ้นสุดในปี 2556 แล้ว
นายกิตติศักดิ์ ศรีประเสริฐ กรรมการผู้จัดการใหญ่ กสทฯ กล่าวว่า ปัจจุบันทั้งทีโอทีและ กสทฯ มีสถานีฐานที่จะได้รับโอนจากเอกชนรวมกัน 3.1 หมื่นสถานี แบ่งเป็น บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส 1.3 หมื่นสถานี ส่วนกสทฯ 1.8 หมื่นสถานีจาก บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่นหรือ ดีแทค ทรูมูฟ และ ดิจิตอลโฟน หรือ ดีพีซี
นอกจากแนวทางการตั้งบริษัทลูกร่วมกันแล้ว กสทฯ ยังได้เสนออีกแนวทางที่เป็นไปได้ คือ แยกกันดูแลทรัพย์สินภายใต้สัมปทานของตัวเอง ซึ่งหากเป็นแนวทางนี้ จะช่วยกระตุ้นให้ทีโอทีและกสทฯ ตื่นตัวในด้านการพัฒนาบริการมากขึ้น รวมทั้งยังมีโครงข่ายของอีกฝ่ายรองรับกรณีเกิดปัญหาระบบล่ม ซึ่งทั้งหมดขึ้นอยู่กับคณะกรรมการยุทธศาสตร์เป็นฝ่ายตัดสินใจ
ขณะที่ทีโอทีได้เสนอแผนตั้งบริษัท ลูกเพื่อลงทุนโครงข่ายให้เอกชนเช่าใช้ (Tower Co) โดยจะนำบริษัทนี้เข้ากระจายหุ้นตลาดหลักทรัพย์มีทีโอทีเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และ เปิดให้เอกชนรายอื่นที่สนใจเข้ามาดำเนินการร่วมกัน ซึ่งการที่บริษัทอยู่ในตลาดหลักทรัพย์นั้นเพื่อแสดงถึงความคล่องตัวและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการทุกรายว่าการลงทุนร่วมกันเกิดขึ้นได้จริง







