
“ทียูเอฟ” กางวิสัยทัศน์ 2020 วาดเป้า 2.4 แสนล้านบาท สู่ตลาดอาหารทะเลโลก
หลังจากที่บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ หรือ “ทียูเอฟ” ในเครือทียูเอฟ กรุ๊ป ผู้ผลิตและทำตลาดสินค้าอาหารทะเลแช่แข็งส่งออก และผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูปแบรนด์ต่างๆ อาทิ ซีเล็คทูน่า ฟิชโช่ ฯลฯ อยู่ในตลาดมานานร่วม 35 ปี ล่าสุดก็ได้ปรับโฉมภาพลักษณ์และโลโก้แบรนด์ “ทียูเอฟ” ครั้งใหญ่ เพื่อสะท้อนถึงความทันสมัยขององค์กร
หลังจากที่บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ หรือ “ทียูเอฟ” ในเครือทียูเอฟ กรุ๊ป ผู้ผลิตและทำตลาดสินค้าอาหารทะเลแช่แข็งส่งออก และผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูปแบรนด์ต่างๆ อาทิ ซีเล็คทูน่า ฟิชโช่ ฯลฯ อยู่ในตลาดมานานร่วม 35 ปี ล่าสุดก็ได้ปรับโฉมภาพลักษณ์และโลโก้แบรนด์ “ทียูเอฟ” ครั้งใหญ่ เพื่อสะท้อนถึงความทันสมัยขององค์กร
ธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ กล่าวว่า การปรับภาพลักษณ์ใหม่ครั้งนี้ได้เตรียมการมาแล้ว 2 ปี เพื่อสร้างการรับรู้และสื่อสารภายในองค์กรให้ไปในทิศทางเดียวกัน ก่อนเปิดตัวอย่างเป็นทางการเพื่อนำแบรนด์ “ทียูเอฟ” ไปสู่การเป็นผู้นำและเชี่ยวชาญด้านอาหารทะเลด้วยนวัตกรรมและคุณภาพแบรนด์ชั้นนำระดับโลก ภายใต้แนวคิด “ทียูเอฟ อีส เดอะ เวิลด์’ส ซีฟู้ด เอกซ์เพิร์ต”
การดำเนินธุรกิจในช่วงที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน บริษัทมีสัดส่วนรายได้หลักกว่า 90% มาจากการส่งออก มีสำนักงานสาขา รวมทั้งโรงงาน กระจายอยู่ทั่วโลกไม่ต่ำกว่า 20 แห่ง ในภูมิภาคต่างๆ อาทิ ฝรั่งเศส จีน สหราชอาณาจักร โปรตุเกส เป็นต้น ล่าสุดในปลายปี 2555 นี้เตรียมเปิดโรงงานแห่งใหม่ในปาปัวนิวกินี โดยบริษัทเป็น 1 ใน 3 ผู้ถือหุ้นร่วมกับฟิลิปปินส์
ทั้งนี้ การขยายธุรกิจในต่างประเทศเป็นหลักจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นของแบรนด์องค์กร หรือคอร์ปอเรต แบรนด์ ซึ่งในปีที่ผ่านมาบริษัทมียอดขายเกือบ 1 แสนล้านบาท สัดส่วนรายได้หลัก 2 ใน 3 มาจากบริษัทลูกที่กระจายอยู่ในตลาดต่างประเทศ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องสร้างแบรนด์ “ทียูเอฟ” ให้มีความน่าเชื่อถือและภาคภูมิใจ ในฐานะที่เป็นแบรนด์สินค้าของคนไทยให้ได้ก่อนก้าวสู่ระดับโลก
ปัจจุบัน บริษัทดำเนินธุรกิจหลักใน 6 กลุ่มสินค้า คือ กลุ่มปลาทูน่า สัดส่วน 48% กลุ่มกุ้งแช่เยือกแข็ง 24% กลุ่มอาหารสัตว์ 7% กลุ่มปลาซาร์ดีน 4% กลุ่มปลาแซลมอน 4% และสุดท้ายกลุ่มอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องสัดส่วน 13% โดยเฉพาะในธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตสูงในอนาคตทั้งตลาดในและต่างประเทศ คือ อาหารพร้อมรับประทาน (เรดดี มีล)
นอกเหนือจากกลยุทธ์การปรับโฉมแบรนด์องค์กรครั้งใหญ่แล้ว บริษัทยังมองว่าเพื่อเป็นการสร้างความรู้จักผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ “ทียูเอฟ” ไปยังกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะวัยทำงานให้เข้ามาร่วมงานกับบริษัทในอนาคต ในฐานะองค์กรที่น่าเชื่อถือเช่นเดียวกับบริษัทข้ามชาติรายใหญ่ ซึ่งเป็นที่สนใจของคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถด้านต่างๆ อาทิ งานบัญชี, งานการตลาด ด้านอื่นๆ เป็นต้น จากปัจจุบันบริษัทมีพนักงานทั่วโลกไม่ต่ำกว่า 3.2 หมื่นคน
แผนงานทั้งหมดนี้ยังสอดคล้องกับวิสัยทัศน์การดำเนินธุรกิจ “ทียูเอฟ” ภายในปี 2563 หรือ “วิชัน 2020” ที่จะผลักดันให้บริษัทมีรายได้รวมในตลาดโลกไม่ต่ำกว่า 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 2.4 แสนล้านบาท ซึ่งนับว่าเป็นเป้าหมายที่ท้าทายในการดำเนินธุรกิจบริษัทนับจากนี้เป็นต้นไป ทำให้บริษัทจำเป็นต้องปรับใหญ่องค์กร โดยเฉพาะด้านการพัฒนาบุคลากรด้วย ซึ่งบริษัทถือว่าเป็นทรัพยากรองค์กรที่สำคัญอันดับ 1
“การทำแบรนดิงทียูเอฟใหม่ เพื่อตอกย้ำวิสัยทัศน์ในปี 2020 มีจุดมุ่งหมายสร้างภาพลักษณ์ทันสมัย มีความเป็นสากล”
ขณะเดียวกัน บริษัทยังเตรียมงบลงทุนไม่ต่ำกว่าปีละ 3,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและกำลังการผลิตสินค้าในโรงงานแต่ละประเทศ ซึ่งยังไม่รวมงบลงทุนการขยายธุรกิจผ่านกลยุทธ์หลัก คือ การควบรวมเข้าซื้อกิจการ (เอ็มแอนด์เอ) ในธุรกิจที่เกี่ยวข้องและน่าสนใจ
ขณะที่ในปีนี้เตรียมงบทำตลาดในประเทศไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท โดยจะทยอยเปิดตัวแคมเปญการตลาดสินค้าแต่ละแบรนด์ในเครืออย่างต่อเนื่อง พร้อมใช้แบรนด์ “ทียูเอฟ” เป็นแบรนด์องค์กรเพื่อทำตลาดต่างประเทศด้วย โดยปีนี้คาดรายได้เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 1720%
วิทวัส ชัยปาณี ประธานบริษัท ครีเอมีฟ จูซ ที่ปรึกษาในการปรับภาพลักษณ์องค์กร “ทียูเอฟ” กล่าวว่า การปรับเปลี่ยนโลโก้ครั้งนี้บริษัทยังได้นำหลัก “ฮวงจุ้ย” เข้ามาร่วมออกแบบโลโก้ด้วย คือ การใช้สีฟ้าแทนคลื่นในมหาสมุทร เพื่อโอบล้อมและหนุนธุรกิจ ใช้สีส้มทองของพระอาทิตย์ สะท้อนความเจริญรุ่งเรือง และสีน้ำเงินหมายถึง ทียูเอฟ ที่ดำเนินธุรกิจอาหารทะเล พร้อมสโลแกนใหม่ คือ ซีฟู้ด ซี ทียูเอฟ (Seafood See TUF)
แนวทางการออกแบบและสร้างแบรนด์โฉมใหม่เพื่อแก้ 3 โจทย์หลัก คือ ภาพลักษณ์องค์กรที่เป็นสากล ดึงดูดคนรุ่นใหม่ร่วมงาน และสะท้อนถึงความเป็นองค์กรผู้นำอาหารทะเลระดับโลกไปพร้อมกัน







