
เปิดรายการประชุม"กนง."ห่วงน้ำมันแพงดึงเฟ้อพุ่ง
ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยรายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ 2/2555 วันที่ 21 มี.ค. 2555 เพื่อเผยแพร่ถึงเหตุผลที่คณะกรรมการ กนง.มีมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.0%
ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยรายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ 2/2555
วันที่ 21 มี.ค. 2555 เพื่อเผยแพร่ถึงเหตุผลที่คณะกรรมการ กนง.มีมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.0%
คณะกรรมการที่เข้าร่วมประชุมประสาร ไตรรัตน์วรกุล (ประธาน
กรรมการและผู้ว่าการ) สุชาดา กิระกุล (รองประธานและรองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน) สรสิทธิ์ สุนทรเกศ
(รองผู้ว่าการด้านบริหาร) อำพน กิตติ อำพน ศิริ การเจริญดี ณรงค์ชัย อัครเศรณี และอัศวิน คงสิริ
ภาวะตลาดการเงิน ความเชื่อมั่นของนักลงทุนปรับดีขึ้น หลังจากกรีซบรรลุข้อตกลงการปรับโครงสร้างหนี้สาธารณะ
ครั้งสำคัญและธนาคารกลางยุโรปออกมาตรการเสริมสภาพคล่องระยะยาว ความเชื่อมั่นที่ดีขึ้นส่งผลให้มีเงินทุนไหล
เข้าประเทศในภูมิภาค ทั้งตลาดหลักทรัพย์และตลาดพันธบัตร และค่าเงินภูมิภาคส่วนใหญ่ปรับแข็งค่าขึ้น รวมถึงค่าเงินบาท
อย่างไรก็ดี กรรมการบางส่วนมีความเห็นว่า แม้ปัญหาหนี้สาธารณะในยุโรปบรรเทาลง แต่ยังไม่ได้แก้ไขที่โครงสร้างเศรษฐกิจ
ซึ่งเป็นสาเหตุพื้นฐาน จึงยังมีโอกาสที่ปัญหาจะปะทุขึ้นอีกในระยะข้างหน้า และเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกอยู่
นอกจากนี้ ตลาดจะยังคงกังวลกับปัญหาหนี้สาธารณะของประเทศอื่นๆ นอกเหนือจากกรีซ เช่น สเปน และโปรตุเกส
ในช่วงที่ผ่านมาโดยเฉพาะปลายเดือน ก.พ.ถึงต้นเดือน มี.ค. ค่าเงินบาทมีการเคลื่อนไหวที่ผันผวนขึ้น ซึ่งเป็นผลจากความ
เคลื่อนไหวของค่าเงินเหรียญสหรัฐอเมริกาความผันผวนของเงินทุนไหลเข้าตามความเชื่อมั่นของนักลงทุน และธุรกรรมของ
บริษัทประกันภัยหลังเหตุการณ์น้ำท่วม
ในประเด็นนี้ คณะกรรมการมีข้อสังเกตว่า ภาคธุรกิจไทยสามารถปรับตัวกับความผันผวนของค่าเงินบาทได้ดีขึ้นกว่าใน
อดีต ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี อัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นทรงตัวอยู่ที่ระดับใกล้เคียง
ร้อยละ 3 ต่อปี สะท้อนการคาดการณ์ของตลาดว่า กนง.จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ สำหรับอัตราผลตอบ
แทนพันธบัตรรัฐบาลระยะปานกลางและยาวปรับสูงขึ้น ตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ที่สะท้อนมุมมอง
เศรษฐกิจที่ดีขึ้นและแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่คาดว่าจะสูงขึ้น ประกอบกับแนวโน้มอุปทานพันธบัตรรัฐบาลไทยที่เพิ่มขึ้นตาม
แผนการกู้เงินเพื่อใช้ในการฟื้นฟูผลกระทบจากน้ำท่วม
ภาวะเศรษฐกิจต่างประเทศเศรษฐกิจโลกยังคงขยายตัวในระดับต่ำแต่ความเสี่ยงลดลง สะท้อนได้จากสัญญาณทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น เศรษฐกิจ
สหรัฐเข้มแข็งขึ้นตามภาวะการจ้างงานที่ปรับดีขึ้นทั้งในภาคการผลิตและภาคบริการและความเชื่อมั่นของผู้ผลิตและผู้บริโภคที่มี
แนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่อง เศรษฐกิจยุโรปเริ่มเข้าสู่ภาวะถดถอย แต่คาดว่าการหดตัวจะไม่รุนแรงและเกิดขึ้นไม่นาน เนื่องจาก
สถานการณ์วิกฤตหนี้สาธารณะผ่อนคลายลงในระดับหนึ่ง และเศรษฐกิจเยอรมนียังมีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง โดยอัตราการว่างงาน
และหนี้ภาคเอกชนอยู่ในระดับต่ำ
อีกทั้งความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจที่เป็นสัญญาณชี้นำภาวะเศรษฐกิจยังปรับตัวสูงขึ้น เศรษฐกิจเอเชียที่ผ่านมาชะลอตัวตาม
ภาคการส่งออกเป็นสำคัญ แต่การส่งออกมีแนวโน้มที่จะดีขึ้นในระยะต่อไปเมื่อปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วนการผลิตสืบเนื่อง
จากเหตุการณ์น้ำท่วมในประเทศไทยหมดไป ประกอบกับเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญกำลังฟื้นตัว โดยล่าสุดคำสั่งซื้อ
สินค้าของไต้หวัน เกาหลี จีน และสิงคโปร์ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักของเอเชีย
แรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันโลกที่เร่งตัว เนื่องจากปัญหาความไม่สงบในตะวันออกกลาง และราคาสินค้า
โภคภัณฑ์ที่ปรับสูงขึ้นบ้าง อย่างไรก็ดีคณะกรรมการประเมินว่าแรงกดดันจะไม่รุนแรงเท่ากับช่วงปี 2551 เพราะคาดว่า
ปัญหาในตะวันออกกลางจะไม่ขยายวงเป็นสงครามรุนแรง และโดยปกติราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นจากปัจจัยด้านอุปทาน
จะอยู่ในระดับสูงไม่นาน ซึ่งต่างจากกรณีที่เป็นผลจากด้านอุปสงค์
เศรษฐกิจโลกที่มีสัญญาณบวกมากขึ้นและความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่สูงขึ้นทำให้ธนาคารกลางของประเทศส่วนใหญ่คง
อัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ก่อน เว้นแต่มีเหตุผลเฉพาะ เช่น แรงกดดันเงินเฟ้อลดลงจากปัจจัยในประเทศ จึงลดอัตราดอกเบี้ย
นโยบาย ดังเช่นกรณีของฟิลิปปินส์
ภาวะเศรษฐกิจในประเทศเศรษฐกิจไทยมีการฟื้นตัวต่อเนื่องและชัดเจนมากขึ้น โดยการบริโภคและการ
ลงทุนภาคเอกชนฟื้นตัวเร็วกว่าที่คาด ทั้งนี้การจ่ายค่าสินไหมทดแทนที่อาจมีความ
ล่าช้าจากกระบวนการประเมินที่ต้องใช้เวลาและจำนวนผู้สำรวจไม่เพียงพอ ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนของภาคธุรกิจ
เนื่องจากบริษัทที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่มีทุนของตนเองหรือเงินสนับสนุนจากบริษัทแม่ในต่างประเทศ หรือได้รับสินเชื่อ
จากธนาคารพาณิชย์ รวมทั้งบางส่วนได้รับค่าสินไหมทดแทนระหว่างกาลที่บริษัท
ประกันภัยจ่ายเบื้องต้นให้ อย่างไรก็ดี การสั่งซื้อและติดตั้งเครื่องจักรสำหรับบางบริษัทที่ใช้เทคโนโลยีที่มีความซับซ้อนอาจ
ใช้เวลานาน
ในภาพรวมคณะกรรมการประเมินว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่จะกลับสู่ระดับปกติได้ภายในไตรมาส 2 ยกเว้นภาค
การผลิตที่จะกลับเป็นปกติภายในไตรมาส 3 และจะส่งผลต่อเนื่องให้การส่งออกทยอยฟื้นตัวตามมา ภาวะการเงินที่ผ่อน
คลายและนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐจะเอื้อให้การฟื้นตัวมีความต่อเนื่อง โดยรัฐบาลมีแนวโน้มที่จะใช้จ่ายเงินใน
โครงการบริหารจัดการน้ำได้เร็วขึ้นกว่าคาดการณ์เดิม ส่วนหนึ่งเพราะได้เริ่มอนุมัติโครงการบางส่วนไปแล้วในช่วงต้นเดือน มี.ค.
ดังนั้น เศรษฐกิจไทยในปี 2555 น่าจะขยายตัวประมาณร้อยละ 5.7 โดยแรงขับเคลื่อนหลักยังมาจากอุปสงค์ในประเทศ
ทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ ขณะที่อุปสงค์จากต่างประเทศจะมีบทบาทมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีตามการฟื้นตัวของ
เศรษฐกิจโลกและการผลิตสินค้าส่งออกที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ทั้งนี้ เศรษฐกิจโลกที่ปรับตัวดีขึ้นในช่วงที่ผ่านมาทำให้ความ
เสี่ยงด้านลบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยมีน้อยลง แรงกดดันและการคาดการณ์เงินเฟ้อมีแนวโน้มทรงตัวในระยะ
สั้น แต่มีความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะปรับสูงขึ้นในระยะต่อไป
เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับสูงขึ้น แรงกดดันจากด้านอุปสงค์ที่จะเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีเมื่อเศรษฐกิจ
เติบโตเข้าใกล้ศักยภาพ และผลของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเฉพาะการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำที่จะเริ่มใน
เดือน เม.ย. 2555 แต่การเลื่อนการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันของรัฐบาลจะช่วยลดทอนผลกระทบของราคาน้ำมันโลกต่อเงินเฟ้อในประเทศ
การพิจารณานโยบายการเงินที่เหมาะสม คณะกรรมการมีความเห็นว่าการผ่อนคลายนโยบายการเงิน 2 ครั้งที่ผ่านมามีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัว
ได้ดี โดยเห็นแรงส่งที่น่าพอใจในทุกองค์ประกอบ ในขณะเดียวกัน ความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกลดลง ทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม
อย่างไรก็ดี ปัญหาหนี้สาธารณะของยุโรปยังไม่หมดไป เพราะยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างแท้จริงในระดับโครงสร้าง อีกทั้งเศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการ
ฟื้นตัว และแรงกระตุ้นจากภาครัฐบาลในระยะต่อไปอาจมีความล่าช้า นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายจึงยังมีความจำเป็นเพื่อ
ช่วยรักษาแรงส่งที่ดีให้กับเศรษฐกิจต่อไปอีกระยะหนึ่ง
ในขณะเดียวกัน ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อมีมากขึ้น จากปัจจัยราคาน้ำมันโลกเป็นหลัก ซึ่งเมื่อประกอบกับแรงกดดันจาก
ด้านอุปสงค์ที่จะเพิ่มขึ้นเมื่อเศรษฐกิจเติบโตเข้าใกล้ศักยภาพ อัตราเงินเฟ้ออาจเร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี แม้โดยรวม
ยังสอดคล้องกับแนวโน้มที่คณะกรรมการประเมินไว้และอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ แต่ควรเพิ่มความระมัดระวัง
นอกจากนี้ กรรมการบางส่วนแสดงความกังวลว่า ในระยะข้างหน้าความเสี่ยงด้านเงินเฟ้ออาจเพิ่มขึ้นอีก ทั้งจากปัจจัยใน
ประเทศ เช่น การปรับค่าจ้างแรงงานในลักษณะก้าวกระโดดอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในประเทศไทย และปัจจัยนอก
ประเทศ จากการอัดฉีดสภาพคล่องเป็นจำนวนมากของธนาคารกลางในประเทศหลัก ซึ่งความเสี่ยงเหล่านี้เป็นสิ่งที่คณะ
กรรมการให้ความสำคัญและจะติดตามอย่างใกล้ชิด
จากการพิจารณาสมดุลความเสี่ยงทั้งสองด้านข้างต้น คณะกรรมการเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ณ ปัจจุบันอยู่ในระดับที่
เหมาะสม โดยเพียงพอต่อการสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจภายใต้ความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีอยู่ และสามารถ
ดูแลแรงกดดันเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบเป้าหมาย จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 3.0 ต่อปี
เป้าหมายนโยบายการเงินปี 2555 สำหรับเป้าหมายนโยบายการเงินปี 2555 คณะกรรมการเห็นว่าหลักการที่จะเปลี่ยน
ไปใช้เป้าหมายอัตราเงินเฟ้อทั่วไป (อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยรายปีที่ร้อยละ 3.0-1.5 ต่อปี) ยังมีความเหมาะสม โดยในระยะยาวจะช่วยให้การสื่อสารนโยบายการเงิน
กับสาธารณชนและการยึดเหนี่ยวการคาดการณ์เงินเฟ้อในระบบเศรษฐกิจมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้หารือตามมติ
ครม. และเห็นชอบในหลักการ
แต่เสนอให้ชะลอการใช้ออกไปก่อน เนื่องจากในปีนี้มีปัจจัยพิเศษเรื่องการเพิ่มขึ้นมากของราคาน้ำมันโลกจากสถาน
การณ์การเมืองระหว่างประเทศ และนโยบายการปรับโครงสร้างราคาพลังงานในประเทศ ซึ่งอาจทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่ว
ไปเคลื่อนไหวผิดปกติ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่น คณะกรรมการจึงมีมติเห็นชอบให้เลื่อนการใช้เป้าหมายใหม่
ออกไปก่อนเพื่อรอจังหวะเวลาที่เหมาะสมโดยเห็นควรให้ใช้เป้าหมายอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานรายไตรมาสที่ร้อยละ 0.5–3.0ต่อปีต่อไปก่อนในปีนี้
ในระหว่างนี้ คณะกรรมการจะติดตามอัตราเงินเฟ้อทั้งสองตัวควบคู่กันอย่างที่ทำอยู่แล้ว และจะสื่อสารแนวนโยบายผ่าน
กรอบการวิเคราะห์แบบคู่ขนานโดยให้ความสำคัญมากขึ้นกับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเพื่อเป็นการสร้างรากฐานความเข้าใจแก่สาธารณชนนับแต่บัดนี้
สำหรับประเด็นเรื่องราคาน้ำมัน คณกรรมการติดตามแนวโน้มผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อทั่วไปและการส่งผ่านไปยัง
อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่แล้ว ซึ่งปัจจุบันมีแรงกดดันสูงขึ้นจริงและส่งผลให้ประมาณการเงินเฟ้อสูงขึ้นกว่าเดิมบ้างแต่ไม่มาก
ทั้งนี้ การดำเนินนโยบายการเงินยังคงมุ่งเน้นการดูแลที่การส่งผ่านรอบสองผ่านแรงกดดันด้านอุปสงค์และการคาดการณ์เงิน
เฟ้อ ซึ่งเป็นหลักการเดียวกันไม่ว่าจะใช้เป้าหมายอัตราเงินเฟ้อทั่วไปหรืออัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน







