
แกรมมี่เล็งจับมือซีทีเอชเปิดศึกเพย์ทีวีชนทรูวิชั่น
การเปิดตัวผู้ถือหุ้นรายใหม่ของบริษัท เคเบิล ไทย โฮลดิ้ง หรือซีทีเอช (CTH) ถือว่าสร้างความตื่นเต้นให้วงการโทรทัศน์บอกรับสมาชิก (เคเบิลทีวี) ในบ้านเราไม่น้อย ทั้งกลุ่ม วิชัย ทองแตง เศรษฐีหุ้นของไทย และวัชร วัชรพล ทายาทรุ่นที่ 3 ของเจ้าของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ และล่าสุดกลุ่มจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ สนใจที่จะลงทุนด้วย ถือเป็นการเพิ่มดีกรีการแข่งขันในธุรกิจโทรทัศน์บอกรับสมาชิกให้ร้อนแรงยิ่งขึ้น
การเปิดตัวผู้ถือหุ้นรายใหม่ของบริษัท เคเบิล ไทย โฮลดิ้ง หรือซีทีเอช (CTH) ถือว่าสร้างความตื่นเต้นให้วงการโทรทัศน์บอกรับสมาชิก (เคเบิลทีวี) ในบ้านเราไม่น้อย ทั้งกลุ่ม วิชัย ทองแตง เศรษฐีหุ้นของไทย และวัชร วัชรพล ทายาทรุ่นที่ 3 ของเจ้าของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ และล่าสุดกลุ่มจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ สนใจที่จะลงทุนด้วย ถือเป็นการเพิ่มดีกรีการแข่งขันในธุรกิจโทรทัศน์บอกรับสมาชิกให้ร้อนแรงยิ่งขึ้น
ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ประธานกรรมการ บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ กล่าวว่า มีความสนใจร่วมลงทุนในบริษัท ซีทีเอช โดยขณะนี้ได้มอบหมายให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ธนชาต เป็นที่ปรึกษาเข้าศึกษาการลงทุนในบริษัทดังกล่าว ซึ่งขณะนี้มีสัดส่วนการถือหุ้นเหลืออีก 20% คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายใน 2 เดือน โดยส่วนตัวอยากถือให้ได้มากที่สุด เพื่อนำคอนเทนต์ที่บริษัทมีอยู่เข้าไปต่อยอดธุรกิจของซีทีเอช
“การที่เราสนใจเข้าไปถือหุ้นในซีทีเอช เพราะว่าผู้ถือหุ้นใหญ่ที่มีอยู่ในปัจจุบันมีความแข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็นคุณวิชัย ทองแตง หรือคุณวัชร วัชรพล จากไทยรัฐ ที่แม้ถือในนามส่วนตัวก็ตาม ซึ่งในส่วนของเราเองก็มีความแข็งแกร่งในด้านของคอนเทนต์โพรไวเดอร์ จึงสนใจที่จะเข้าไปร่วมธุรกิจ”
บริษัท ซีทีเอช เกิดจากการรวมตัวกันของผู้ประกอบการเคเบิลท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นคู่แข่งขันในธุรกิจโทรทัศน์บอกรับสมาชิกของทรูวิชั่นส์มาเกือบตลอด 20 ปี แต่ที่ผ่านมา ความที่เป็นผู้ประกอบการรายเล็ก เงินทุนน้อย จึงเรียกว่าเป็นคู่แข่งที่ห่างชั้นกันมาก และเข้าถึงเฉพาะลูกค้าในต่างจังหวัดเป็นหลัก ด้วยอัตราค่าบริการที่ถูกเดือนละ 250-350 บาท ทำให้เคเบิลท้องถิ่นเข้าถึงครัวเรือนไทยประมาณ 3 ล้านครัวเรือนในปัจจุบัน แต่ยังไม่สามารถเจาะตลาดบน ซึ่งเป็นขุมทรัพย์ของทรูวิชั่นส์ได้
เกษม อินทร์แก้ว นายกสมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย กรรมการบริหาร ซีทีเอช กล่าวว่า การเข้ามาลงทุนของนักลงทุนรายใหม่ทั้งสองราย (กลุ่มวิชัยและวัชร) รวมทั้งนักลงทุนอีกรายที่จะเข้ามาช่วยเสริมสร้างศักยภาพทั้งในด้านเงินทุนและการขยายไปสู่บริการใหม่ๆ ของผู้ประกอบการเคเบิลท้องถิ่น ซึ่งปัจจุบันมีอยู่กว่า 300 ราย และเป็นบริษัทที่ลงทุนในซีทีเอช 100 ราย และกำลังจะยื่นขอใบอนุญาตให้บริการโทรทัศน์บอกรับสมาชิกระดับประเทศด้วย
เบื้องต้นในปีนี้จะใช้เงินลงทุน 5,000 ล้านบาท ปรับปรุงเทคโนโลยีจากอนาล็อกสู่ดิจิตอล คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในเดือน พ.ย.นี้ ซึ่งการปรับระบบดังกล่าวจะทำให้เคเบิลท้องถิ่นก้าวสู่การเป็นผู้ให้บริการแบบทริปเปิล เพลย์ (บริการรายการ อินเทอร์เน็ต และวิดีโอ ออน ดีมานด์) อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งเป็นมิติใหม่ของการให้บริการในอนาคต
สำหรับแผน 5 ปี (2555-2559) จะใช้เงินลงทุนกว่า 2 หมื่นล้านบาท เพื่อขยายธุรกิจในเครือ คาดว่าจะทำให้เคเบิลทีวีขยายไปสูงสุด 12 ล้านครัวเรือน หรือคิดเป็นสัดส่วน 60% ของครัวเรือนไทย โดยซีทีเอชตั้งเป้าว่าใน 2 ปีข้างหน้า จะมีฐานสมาชิกที่รับชมเคเบิลท้องถิ่นสูงขึ้นเท่าตัวเป็น 7 ล้านครัวเรือน จากปัจจุบันอยู่ที่ 3.5 ล้านครัวเรือน โดยเสียค่าบริการรายเดือนที่ 350 บาทต่อเดือนซึ่งในไต้หวัน อัตราการเข้าถึงของเคเบิลมีถึง 8590% แต่สำหรับเมืองไทยยังมีตลาดจานดาวเทียมที่ขยายตัวค่อนข้างมาก ซึ่งภายใน 23 ปีนี้ การให้บริการรายการโทรทัศน์จะผ่านระบบสายกับจานดาวเทียม เป็นหลัก
วัชร วัชรพล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เทรนด์ วีจี 3 ในเครือบริษัท วัชรพล กล่าวว่า แม้การลงทุนครั้งนี้จะเป็นการลงทุนในนามส่วนตัว แต่แน่นอนสามารถต่อยอดธุรกิจเดิม คือ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ซึ่งเป็นคอนเทนต์ได้ ซึ่งขณะนี้ ไทยรัฐอยู่ระหว่างศึกษารูปแบบการให้บริการผ่านสื่อใหม่ ๆ ด้วยเทคโนโลยีที่เกิดขึ้น จะช่วยต่อยอดธุรกิจให้กับสื่อดั้งเดิมได้ และที่เลือกเคเบิล เพราะรูปแบบการให้บริการผ่านสายไฟเบอร์ออฟติก มีบริการที่หลากหลายรูปแบบมาก ซึ่งจะเริ่มทยอยเปิดตัวภายในปีนี้
ขณะที่ วิชัย ทองแตง กล่าวว่า ได้เพิ่มทุนจดทะเบียนของซีทีเอชเมื่อวันที่ 30 มี.ค.ที่ผ่านมา จาก 300 เป็น 1,000 ล้านบาท โดยกลุ่มตัวเองถือหุ้น 25% กลุ่มวัชรพลถือหุ้น 25% และกลุ่มผู้ประกอบการเคเบิลท้องถิ่นในนามซีทีเอชถือหุ้น 30% และจะเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ในปีนี้ รวมทั้งหานักลงทุนเพิ่มเติมเพื่อถือหุ้น 20% ที่เหลือ เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับธุรกิจเคเบิลทีวี โดยมีเป้าหมายเป็นเครือข่ายเดียว (Single Network) ระบบเดียว (Single Platform) และแบรนด์เดียว (Single Brand)
สำหรับความเคลื่อนไหวของทรูวิชั่นส์ ล่าสุด องอาจ ประภากมล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายคอมเมอร์เชียล บริษัท ทรูวิชั่นส์ กล่าวว่า ได้จัดแพ็กเกจใหม่ เพื่อขยายตลาดแมส โดยลูกค้าที่ซื้อกล่องรับสัญญาณ “ทรูไลฟ์ พลัส” ในราคา 1,590 บาท เสียค่าบริการรายเดือนเพียง 300 บาท สามารถรับชมรายการทรู โนว์เลจ แพ็กเกจ ที่ถ่ายทอดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกจำนวน 57 คู่ จากปกติทรู โนว์เลจ แพ็กเกจ คิดค่าบริการรายเดือน 495 บาท คาดว่าจะสามารถเพิ่มฐานสมาชิกใหม่ได้ 1.5 แสนรายในปีนี้
ปัจจุบัน ทรูวิชั่นส์ มีสมาชิกประมาณ 2 ล้านราย เป็นสมาชิกในระดับพรีเมี่ยม (แพลตตินั่มโกลด์ แพคเกจ) 5 แสนราย คิดเป็นสัดส่วน 25% ของสมาชิกทั้งหมด อีก 1.5 ล้านราย เป็นสมาชิกในตลาดทั่วไป (แมส) ทรู โนว์เลจแพคเกจ, ทรูไลฟ์ ฟรีวิวและอื่น ๆ ซึ่งในส่วนของพรีเมี่ยมแพคเกจจะเปลี่ยนระบบเป็นเอชดีทั้งหมดภายในไตรมาส 3 ของปีนี้ ซึ่งจากการเปิดตัวต้นปีทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น 30% ขณะที่ทรูวิชั่นส์มีรายได้จากพรีเมี่ยม แพคเกจ 75%
“การรวมกันของซีทีเอช ทำให้ตลาดมีความคึกคักขึ้น และเป็นการปรับตัวของผู้ประกอบการในท้องถิ่นที่ต้อพัฒนาระบบจากอนาล็อกสู่ดิจิตอล ซึ่งทำให้ผู้บริโภคได้ประโยชน์ ถือเป็นเรื่องที่ดี ซึ่งทรูวิชั่นส์ มีความแข็งแรงในตลาดระดับบน ขณะที่ตลาดแมส ได้เข้าไปแข่งขันเช่นเดียวกัน ซึ่งมีทั้งทรูวิชั่นส์ เคเบิลท้องถิ่น และรายอื่น ๆ ที่เข้ามา” นายองอาจกล่าว
สำหรับภาพรวมการแข่งขันของธุรกิจโทรทัศน์บอกรับสมาชิกต้องยอมรับว่าปีนี้ค่อนข้างเดายาก เพราะมีผู้เล่นที่แข็งแกร่งเข้ามาหลายราย แต่จะช่วยสร้างความคึกคัก และสร้างกระแสความตื่นตัวให้กับผู้บริโภคให้เข้ามาใช้บริการมากขึ้น ในส่วนของทรูวิชั่นส์ยังยืนยันความแข็งแกร่งในตลาดระดับบน ซึ่งเป็นฐานธุรกิจหลักของบริษัท โดยมีจุดขายในเรื่องเป็นผู้นำด้านรายการกีฬา โดยเฉพาะฟุตบอล ที่ยังมั่นใจว่าจะรักษาลิขสิทธิ์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษไว้ได้แม้ปีนี้จะมีผู้สนใจร่วมประมูลจำนวนมาก
“เราถือลิขสิทธิ์ฟุตบอลรายการนี้มากว่า 20 ปี นับตั้งแต่เริ่มทำธุรกิจ เคยแข่งขันกับหลายใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นอีเอสพีเอ็น หรือรายอื่น ๆ แต่ก็เอาชนะมาได้ เราต้องเจออย่างนี้ทุกฤดูกาล ยืนยันว่ามีความพร้อม และยังรักษาลิขสิทธิ์นี้ไว้ได้ด้วยฐานสมาชิกที่มีศักยภาพในการจ่ายเงินเพื่อรับรายการดังกล่าว ความสัมพันธ์อันยาวนานกับเจ้าของลิขสิทธิ์ที่จะพอจะรู้ว่าราคาไหนถึงจะทำธุรกิจได้คุ้มค่า” นายองอาจกล่าว
นายวิชัย ทองแตง ที่ปรึกษา บริษัทซีทีเอช กล่าวว่า การเข้ามาลงทุนในธุรกิจเคเบิลทีวี เพราะเป็นธุรกิจของอนาคตของประเทศไทย และมีโอกาสเติบโตได้มากในอนาคต โดยงบลงทุนในปีแรกอยู่ที่ 5,000 ล้านบาท ที่ปรับระบบเทคโนโลยีใหม่ทั้งหมด ระบบการออกอากาศผ่านดิจิตอล และบรอดแบรนด์ และวางเป้าหมาย ภายใน 5 ปีข้างหน้า จะลงทุนอีกประมาณ 20,000 ล้านบาท เพื่อขยายธุรกิจในเครือ
"การเข้าดำเนินธุรกิจเคเบิลทีวีดังกล่าวขอยืนยันว่า ไม่มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มทุนการเมืองแต่อย่างใด และไม่ได้จำกัดว่ากลุ่มเคเบิลจะมีอยู่ในสีใด ซึ่งได้เปิดโอกาสให้ทุกกลุ่มสามารถเข้ามาร่วมทำธุรกิจได้ เพราะมีสัดส่วนหุ้นที่เหลืออยู่ประมาณ 20% ที่ต้องการให้เคเบิลท้องถิ่นเข้ามาถือหุ้นทั้งหมด"
ทั้งนี้เงินลงทุน 1,000 ล้านบาท มาจากเงินลงทุนส่วนตัวของผู้ถือหุ้นทั้งหมด ส่วนเงินลงทุนอีกประมาณ 4,000 ล้านบาท ในปีแรกจะมีจากการกู้ยืมจากธนาคารมั่นใจว่าจะถึงจุดคุ้มทุนภายใน 34 ปีนับจากนี้ ขณะที่เป้าหมายใน 2 ปีข้างหน้าคาดว่าจะมีฐานสมาชิกครัวเรือนที่รับชมเคเบิ้ล ท้องถิ่น จะสูงขึ้นเท่าตัวเป็น 7 ล้านครัวเรือน จากปัจจุบันอยู่ที่ 3.5 ล้านครัวเรือน และลูกค้าสมาชิกจะเสียค่าบริการรายเดือนที่ 350 บาทต่อเดือน
ส่วนการประมูลพรีเมียร์ลีกอังกฤษขณะนี้ยังไม่สนใจ แต่อยากให้คนไทยร่วมมือกัน ไม่อยากให้แข่งกันนำเงินไปให้ต่างชาติ







