
เหตุระเบิดที่หาดใหญ่กระทบเศรษฐกิจแต่ไม่ใช่ตลาดหุ้น
ข่าวใหญ่เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมากับเหตุการณ์ระเบิดที่โรงแรมลี การ์เดนส์ พลาซ่า หาดใหญ่ ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 10 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 300 ราย มีการคาดการณ์กันว่าความเสียหายในครั้งนี้ไม่น่าจะต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท (ไม่รวมผลกระทบที่เป็นลูกโซ่ไปยังธุรกิจอื่นในจังหวัดใกล้เคียง) สร้างความเสียหายทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อประเทศ เนื่องด้วยหาดใหญ่เป็นศูนย์กลางการค้า เศรษฐกิจ การศึกษา และท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของภาคใต้ มีขนาดเศรษฐกิจประมาณ 20% ของเศรษฐกิจในภาคใต้ หรือประมาณ 4% ของทั้งประเทศ เศรษฐกิจของ จ.สงขลา ขยายตัวเฉลี่ยปีละประมาณ 4% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สงขลายังเป็นประตูผ่านไปยังประเทศเพื่อนบ้าน คือ มาเลเซีย และสิงคโปร์ เหตุการณ์ที่เกิดครั้งนี้ใกล้เทศกาลสงกรานต์พอดี ผลกระทบย่อมมีพอสมควรในแง่เศรษฐกิจ
ข่าวใหญ่เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมากับเหตุการณ์ระเบิดที่โรงแรมลี การ์เดนส์ พลาซ่า หาดใหญ่ ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 10 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 300 ราย มีการคาดการณ์กันว่าความเสียหายในครั้งนี้ไม่น่าจะต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท (ไม่รวมผลกระทบที่เป็นลูกโซ่ไปยังธุรกิจอื่นในจังหวัดใกล้เคียง) สร้างความเสียหายทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อประเทศ เนื่องด้วยหาดใหญ่เป็นศูนย์กลางการค้า เศรษฐกิจ การศึกษา และท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของภาคใต้ มีขนาดเศรษฐกิจประมาณ 20% ของเศรษฐกิจในภาคใต้ หรือประมาณ 4% ของทั้งประเทศ เศรษฐกิจของ จ.สงขลา ขยายตัวเฉลี่ยปีละประมาณ 4% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สงขลายังเป็นประตูผ่านไปยังประเทศเพื่อนบ้าน คือ มาเลเซีย และสิงคโปร์ เหตุการณ์ที่เกิดครั้งนี้ใกล้เทศกาลสงกรานต์พอดี ผลกระทบย่อมมีพอสมควรในแง่เศรษฐกิจ
แต่ตลาดหุ้นซึ่งเป็นที่ที่นักลงทุนแสวงหาโอกาสอยู่เสมอ กลับไม่ได้รับผลกระทบจากข่าวนี้เพราะปัจจัยด้านมหภาคมีน้ำหนักมากกว่ามาก ขณะเดียวกันกลุ่มธุรกิจโรงแรมและสายการบินซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงมีน้ำหนักเพียง 2% ของมูลค่าตลาดรวม เหตุการณ์ระเบิดในหาดใหญ่ในอดีตซึ่งเคยเกิดมาแล้ว 4 ครั้งในช่วงปี 2547-2551 ปรากฏว่า SET Index ไม่ได้ปรับตัวลงทั้งในวันที่เกิดเหตุการณ์และในระยะสัปดาห์ที่เกิดเหตุ แต่หากพิจารณาเป็นหุ้นรายตัว จะพบว่าโดยเฉลี่ยแล้วราคาหุ้น MINT ถูกกระทบมากที่สุดทั้งที่อยู่ในกลุ่มอาหาร และกำไร (EBITDA) ส่วนใหญ่ 52% มาจากธุรกิจอาหารและค้าปลีก (อีก 48% มาจากธุรกิจโรงแรม) แต่ราคาหุ้น MINT ที่ปรับลงส่วนใหญ่เป็นผลกระทบระยะสั้น หุ้นโรงแรมตัวอื่นปรับตัวลงเช่นกันตามขนาดของธุรกิจที่อยู่ในพื้นที่ CENTEL มีโรงแรมในภาคใต้ 13 แห่งจากทั้งหมด 31 แห่ง ERW มี 5 แห่งจากทั้งหมด 14 แห่ง สำหรับ MINT มี 7 แห่งจากทั้งหมด 73 แห่ง
การตอบสนองของราคาหุ้นทั้ง 3 ตัวเมื่อวานนี้ มีเพียง ERW ที่ปรับลงมากกว่าตัวอื่น ขณะที่ MINT ปรับตัวบวกได้ สิ่งนี้สะท้อนว่านักลงทุนได้เรียนรู้จากตลาดหุ้นว่าวิกฤตสร้างโอกาสเสมอ และโอกาสจะเกิดได้กับบริษัทที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งเท่านั้น หุ้น MINT เป็นหุ้น Top Pick ของเราในกลุ่มนี้ นอกจากจะมีสัดส่วนโรงแรมในภาคใต้น้อยกว่าหุ้นตัวอื่นแล้ว ยังกระจายธุรกิจไปในต่างประเทศ ทั้งโรงแรมและอาหารมากกว่าใครด้วย นักวิเคราะห์ของเราคาดว่ากำไรในปีนี้ของ MINT จะเติบโตถึง 27% ทั้งจากธุรกิจโรงแรมและอาหาร โดยปีนี้เป็นปีแรกที่รวมผลการดำเนินงานของ OAKS (Service Apartment ในออสเตรเลียที่ MINT ถือ 100%) เข้ามาเต็มปี (เริ่มรวมรายได้เข้ามาตั้งแต่ไตรมาส 3 ปีก่อน) ส่วนรายได้จากธุรกิจร้านอาหารขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องปีละประมาณ 910% นักวิเคราะห์ของเราประเมินมูลค่าเหมาะสมที่ 16.60 บาท แต่หลังจากจ่ายปันผลแล้วมูลค่าจะปรับลงเป็น 14.90 บาท เพราะ Dilution ที่เกิดจากการจ่ายเป็นหุ้นปันผล 10 หุ้นเดิมได้ 1 หุ้นปันผล ขึ้นเครื่องหมาย XD 5 เม.ย.นี้
หุ้น THAI และ AOT ที่นักลงทุนมักนึกถึงทันทีเมื่อเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ แต่ปรากฏว่าราคาหุ้นทั้งสองตัวนี้เมื่อวานนี้แทบไม่ได้รับผลกระทบเลย จากการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของราคาหุ้นกับปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบกับราคาหุ้น เราพบว่าราคาหุ้น THAI มีความสัมพันธ์มากๆ กับราคาน้ำมันในตลาดโลก (น้ำมันแพง THAI ร่วง แต่ถ้าน้ำมันร่วง THAI ปรับขึ้น) แต่มีความสัมพันธ์น้อยมากกับเหตุการณ์ก่อการร้าย ไตรมาสแรกนี้เป็นช่วง High Season และอัตราการบรรทุกผู้โดยสารก็ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงในขณะนี้ยังอยู่ในกรอบที่บริษัททำประกันความเสี่ยงไว้ จึงถือว่ายังปลอดภัย นักวิเคราะห์ของเราจึงยังแนะนำให้หาจังหวะลงทุน โดยประเมินราคาเหมาะสมไว้ที่ 31 บาท ส่วน AOT ค่อนข้างจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์ลักษณะนี้ อย่างไรก็ตาม สัดส่วนผู้โดยสารและเที่ยวบินผ่านสนามบินหาดใหญ่ค่อนข้างน้อย จึงคาดว่าผลกระทบจะจำกัด ในขณะที่แนวโน้มระยะยาวดีหากได้ปรับขึ้นค่าธรรมเนียมสนามบินที่ปัจจุบันรอการอนุมัติจากกรมการบินพลเรือนประมาณกลางปี 2555 นี้ หากอนุมัติคาดว่าจะเริ่มใช้จริงประมาณเดือน ก.ค. 2556 ซึ่งเป็นไตรมาส 4 ของบริษัท (งบการเงินสิ้นสุดเดือน ต.ค.) จะทำให้กำไรปีดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างมาก ราคาหุ้น AOT ที่ปรับขึ้นมาอย่างต่อเนื่องส่วนหนึ่งเป็นเพราะข่าวการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมซึ่งจะเห็นผลในปีหน้า แต่ผลประกอบการปีปัจจุบัน (ต.ค. 2554-ก.ย. 2555) ยังไม่ได้รับผลบวกดังกล่าว ราคาหุ้นปัจจุบันรับข่าวดีดังกล่าวไปมากจนใกล้เต็มมูลค่าที่ 62 บาทแล้ว จึงแนะนำเพียงรอซื้อเมื่ออ่อนตัว







