
การคิดค่าทนายความเมื่อต้องขึ้นศาล
“เป็นความ กินขี้หมาดีกว่า” เป็นสุภาษิตโบราณที่ตกทอดกันมายาวนาน
โดย...กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์
“เป็นความ กินขี้หมาดีกว่า” เป็นสุภาษิตโบราณที่ตกทอดกันมายาวนาน และในเชิงธุรกิจก็เช่นกันทุกคนก็ต้องการหลีกเลี่ยงการฟ้องร้องคดีในศาลเมื่อมีข้อพิพาท แต่ในชีวิตจริงของการทำธุรกิจ การมีข้อพิพาททางกฎหมายก็เป็นเรื่องปกติ การฟ้องร้องคดีในศาลก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้และค่าทนายความจึงเป็นต้นทุนที่สำคัญที่ผู้ประกอบธุรกิจต้องคิดว่าจะคุ้มหรือไม่ ส่วนบุคคลทั่วไปหากมีข้อพิพาททางศาลก็ไม่อยากไปศาล เพราะต้องเสียค่าใช้จ่ายแถมยังเสียเวลา แต่ละคดีก็ใช้เวลาอย่างน้อย 12 ปี แถมยังมีอุทธรณ์ฎีกาอีก 3 ศาล ดังนั้นหากเลี่ยงได้ทุกคนคงอยากเลี่ยง
หากผู้มีข้อพิพาททางกฎหมายรู้ว่าไม่ต้องเสียเงินค่าทนายแต่หากชนะคดีก็คงยินดีปล่อยให้ทนายไปฟ้องร้องเพื่อใช้สิทธิที่มีอยู่อย่างเต็มที่ และที่สำคัญคือ ทนายความเองก็คงต้องพยายามหาพยานหลักฐานและเตรียมคดีอย่างเต็มที่ที่ทำให้ลูกความ ไม่ว่าจะยากดีมีจนก็มีสิทธิเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้มากขึ้น โดยไม่ต้องพะวักพะวงถึงค่าใช้จ่ายและเวลา
บทความตอนนี้ จะมาเล่าให้ท่านผู้อ่านที่อาจต้องมีคดีฟ้องร้องว่ามีการคิดค่าวิชาชีพทนายความกันอย่างไร การคิดค่าวิชาชีพทนายความไม่ว่าจะเป็นโจทก์ หรือจำเลยในปัจจุบันมีหลายวิธี เช่น
1.กำหนดเป็นจำนวนเงินแน่นอน โดยอาจเปลี่ยนแปลงตามผลแพ้ชนะของคดี
2.กำหนดตามทุนทรัพย์ของคดี เช่น หากเป็นโจทก์ฟ้องร้องก็คิดค่าทนายตามร้อยละของทุนทรัพย์ที่ฟ้อง เช่น ร้อยละ 5-10 ขึ้นอยู่กับว่าจำนวนเงินทุนทรัพย์มากหรือน้อย ยิ่งทุนทรัพย์มากร้อยละของค่าทนายก็ยิ่งน้อยลง
3.คิดค่าจ้างตามรายชั่วโมงการทำงาน การคิดวิธีนี้อาจทำให้ลูกความจ่ายเงินมาก ถ้าทนายความใช้ชั่วโมงมาก แต่หากเปรียบเทียบกับการคิดค่าทนายความตามจำนวนทุนทรัพย์ หรือผลชนะของคดี วิธีการคิดค่าทนายแบบนี้อาจถูกกว่าแบบอื่นก็ได้
4.การตกลงค่าทนายโดยถือเอาผลของการแพ้ชนะของคดี กล่าวคือ หากไม่ได้เงินจากจำเลยหรือแพ้คดีในการฟ้อง ทนายความก็ไม่คิดค่าทนายหรือค่าใช้จ่าย แต่หากชนะคดี ทนายก็ขอแบ่งจากทรัพย์สินที่พิพาทในคดี ส่วนใหญ่จะเป็นการตกลงในคดีมรดก ค่าเสียหายจากการละเมิด การผิดสัญญา การตกลงค่าทนายความแบบนี้จะทำให้ประชาชนส่วนใหญ่สามารถเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้ แม้จะไม่มีเงินเสียค่าทนาย แต่ก็ยังมีความหวังว่าหากตนได้รับความเสียหายก็ยังมีคนฟ้องร้องให้
การตกลงคิดค่าทนายแบบนี้ เรียกว่า Contingency Fees หรือ No Win No Fee อันมีความหมายว่าถ้าไม่ชนะไม่เอาค่าทนายความ แต่ชนะก็ขอส่วนแบ่งจากคดีหรือ Conditional Fees ในต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศสหรัฐใช้กันมาก จึงเป็นเหตุให้มีการฟ้องร้องคดีอย่างมากจนกลายเป็นสังคมแห่งการฟ้องร้องคดี แต่ในทางกลับกันก็เป็นการให้ความช่วยเหลือให้คนที่ไม่มีเงินค่าทนายความสามารถใช้สิทธิในการฟ้องร้องได้โดยเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้และไม่ต้องถูกเอาเปรียบจากบริษัทขนาดใหญ่หรือคนร่ำรวย
ในต่างประเทศนั้น สหรัฐไม่มีข้อห้ามในการตกลงค่าทนายดังกล่าว จึงเป็นประเทศที่มีการฟ้องร้องมากที่สุด ส่วนอังกฤษเองแต่เดิมห้ามไม่ให้มีข้อตกลงเช่นว่านี้ เพราะการเรียกค่าทนายความจากส่วนแบ่งคดีถือว่าทนายความเอาเปรียบลูกความด้วยการค้าความและไปมีส่วนได้เสียในคดีความนั้นเอง แต่ตั้งแต่ปี 2509 เป็นต้นมา มีการยอมให้ทนายคิดค่าจ้างเพิ่มหากชนะคดีและไม่ได้ค่าจ้างเลยหากแพ้คดี
สำหรับประเทศไทยแต่เดิมตั้งแต่ปี 2477 มีกฎหมายห้ามเรียกค่าทนายตามส่วนแบ่งของคดี โดยถือเป็นการค้าความและแม้ในปี 2508 ได้มี พ.ร.บ.ทนายความแทนปี พ.ศ. 2477 ก็ยังมีข้อบังคับมรรยาททนายความห้ามเรียกค่าทนายความจากส่วนแบ่งคดีอยู่ดี ดังนั้น หากมีการตกลงค่าทนายดังกล่าวแล้ว ลูกความไม่ยอมจ่ายทนายความก็ไม่สามารถฟ้องคดีได้ เพราะศาลตัดสินว่าสัญญาจ้างว่าความเป็นโมฆะ จนกระทั่งมี พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ. 2528 และข้อบังคับ พ.ศ. 2529 ก็ไม่ได้มีข้อห้ามในข้อบังคับมรรยาททนายความห้ามเรียกค่าทนายความจากส่วนแบ่งคดีแต่อย่างใด
ทนายความจึงมีการตกลงเรียกค่าทนายความตามผลแพ้ชนะของคดีมาตลอด จนกระทั่งมีคดีข้อพิพาทคดีหนึ่งที่ลูกความในคดีฟ้องหย่าได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษากฎหมายฟ้องหย่าสามีและตกลงค่าทนายความจากส่วนแบ่งของสินสมรสซึ่งในที่สุดภรรยาก็ชนะคดีและสามารถมีส่วนแบ่งจากทรัพย์สินของสามีเป็นจำนวนเงินมากพอสมควร แต่ไม่ยอมจ่ายค่าทนายความให้แก่ผู้รับจ้าง จึงทำให้บริษัททนายความดังกล่าวฟ้องเรียกค่าทนายจากอดีตลูกความของตนเอง จึงมีปัญหาทางกฎหมายว่า สัญญาจ้างว่าความดังกล่าวจะมีผลใช้บังคับได้หรือไม่ ส่วนผลจะเป็นอย่างไรนั้น
ต้องติดตามบทความตอนต่อไปครับ







