
ชงรัฐตั้งกองทุนเอสเอ็มอีหมื่นล้าน
เอกชนเสนอรัฐตั้งกองทุนเอสเอ็มอี 1 หมื่นล้านบาท ดันผู้ประกอบการลงทุนต่างประเทศ พร้อมให้กู้ซื้อเครื่องจักร ฝึกอบรมแรงงาน
เอกชนเสนอรัฐตั้งกองทุนเอสเอ็มอี 1 หมื่นล้านบาท ดันผู้ประกอบการลงทุนต่างประเทศ พร้อมให้กู้ซื้อเครื่องจักร ฝึกอบรมแรงงาน
นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ต้องการให้รัฐบาลตั้งกองทุนช่วยเหลือเอสเอ็มอีวงเงินเบื้องต้น 1 หมื่นล้านบาท อัตราดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์ลบ 2-3% เพื่อบรรเทาผลกระทบให้เอสเอ็มอี หลังรัฐบาลปรับขึ้นค่าจ้าง 300 บาท โดยกองทุนดังกล่าวจะใช้สำหรับส่งเสริมให้เอสเอ็มอีออกไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว พม่า กัมพูชา เวียดนาม ขณะเดียวกันสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนควรจะมีสิทธิประโยชน์พิเศษส่งเสริมผู้ประกอบการไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น
นอกจากนี้ เงินกองทุนจะใช้เพื่อช่วยเอสเอ็มอีในประเทศปรับปรุงประสิทธิภาพให้อยู่รอด และรองรับการแข่งขันจากการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เพราะหากไม่พัฒนาตอนนี้เชื่อว่าแม้ผู้ประกอบจะผ่านปัญหาค่าแรงไปได้ แต่เมื่อเปิดเออีซีจะแข่งขันไม่ได้ เพราะต้นทุนการผลิตสูงกว่าคู่แข่ง โดยจะให้ผู้ประกอบการสามารถกู้เงินใช้ซื้อเครื่องจักร หรือซื้อเครื่องทุ่นแรง รวมถึงการพัฒนาด้านต่างๆ ในการฝึกอบรมแรงงาน
“หลายประเทศเริ่มตั้งกองทุนส่งเสริมเอสเอ็มอี ให้สามารถรับมือกับทุนข้ามาติ รวมถึงการส่งเสริมให้ไปลงทุนต่างประเทศ เพื่อทำตลาดให้มากขึ้น เช่น จีน ตั้งกองทุนคิดดอกเบี้ย 0% ส่วนไทยเอกชนไม่ต้องการเงินได้เปล่า แต่ต้องการดอกบี้ยต่ำที่ผู้ประกอบการรับได้”นายธนิต กล่าว
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ขณะนี้ส.อ.ท.อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลผลกระทบของนักลงทุนจากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน เพื่อนำเสนอต่อรัฐบาล โดยต้องการให้หน่วยงานทุกหน่วยงานของรัฐออกมาตรการเพิ่มเติม เช่น การลดค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายต่างๆ การอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ รวมถึงภาษีบางประเภท เป็นต้น เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบ เพราะหากสามารถลดค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายกับทุกหน่วยงานรวมๆ แล้ว น่าจะช่วยประหยัดต้นทุนให้กับผู้ประกอบกอบการได้บ้าง โดยจะให้ช่วยนำร่องกับกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ในทุกอุตสาหกรรมก่อน
ทั้งนี้ คาดว่าจะรวบรวมข้อมูลเพื่อนำเสนอต่อรัฐบาลได้ภายใน 1-2 สัปดาห์ ส่วนมาตรการดังกล่าวจะให้ใช้เป็นระยะเวลานานหรือไม่คงต้องรอดูผลกระทบที่แท้จริงที่จะเกิดขึ้นก่อน ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 6 เดือน น่าจะเห็นผลที่ชัดเจน ซึ่งตอนนั้นคงต้องมาทบทวนมาตรการต่างๆ ให้เหมาะสมอีกครั้ง
ขณะเดียวกันผู้ประกอบการจำเป็นต้องหาทางปรับตัว ปรับเปลี่ยนเครื่องจักร พัฒนาประสิทธิภาพคน ปรับปรุงกระบวนการผลิต และหันมาผลิตสินค้าที่มีราคาแพงขึ้น เพื่อแข่งขันให้ได้ในตลาดโลก
“ทุกฝ่ายทั้งภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกัน ช่วยบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น เพราะค่าแรงเพิ่มขึ้นไปแล้ว ซึ่งคงต้องรอดูว่าผู้ประกอบการจะปรับตัวได้หรือไม่”นายพยุงศักดิ์กล่าว
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เศรษฐกิจภูมิภาคเริ่มฟื้นตัวได้ค่อนข้างดี มีเงินหมุนเววียนในระบบค่อนข้างมาก หากแรงงานมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น จะยิ่งทำให้เงินในระบบหมุนเวียนได้มากขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ







