
‘คาเธ่ย์ฯ’ดิ้นหนีกำไรหด
เหตุน้ำมันแพง-ศก.โลกวูบผนึกดรากอนแอร์ดึงคนบินเพิ่ม
เหตุน้ำมันแพงศก.โลกวูบผนึกดรากอนแอร์ดึงคนบินเพิ่ม
คาเธ่ย์ แปซิฟิค รับต้นทุนน้ำมันสูง ปัจจัยลบทำกำไรหด เร่งปรับกลยุทธ์ร่วมดรากอนแอร์ เพิ่มเส้นทาง-เที่ยวบิน
น.ส.แม็กกี้ เยือง ผู้จัดการประจำประเทศไทย สายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิค กล่าวว่า ผลประกอบการในปี 2554 ที่ผ่านมา ยอดกำไรจากการดำเนินงานของคาเธ่ย์ฯ ลดลงเหลือ 5,501 ล้านเหรียญฮ่องกง จากปี 2553 ที่มีผลกำไร 1.4 หมื่นล้านเหรียญฮ่องกง โดยมีปัจจัยสำคัญมาจาก ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนของสายการบินสูงขึ้น 44.1% คิดเป็นมูลค่ากว่า 1.2 หมื่นล้านเหรียญฮ่องกง
นอกจากนี้ ยังเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยในอเมริกาและยุโรป ที่ส่งผลให้การขนส่งสินค้าและการเดินทางลดลง รวมถึงภัยพิบัติต่างๆ เช่น สึนามิ และน้ำท่วมในไทยด้วย
สำหรับการดำเนินการในปีนี้ ถือเป็นความท้าทายของคาเธ่ย์ฯ ที่ต้องปรับกลยุทธ์เพื่อให้สามารถแข่งขันและเติบโตขึ้น โดยได้จัดหาเครื่องบินชนิดใหม่ที่ประหยัดน้ำมันมากกว่าเดิม มีการใช้ระบบการปรับราคาตามระยะทาง และใช้การประกันราคาน้ำมันเข้ามาช่วยเหลือในบางส่วน
ขณะที่ในปีนี้คาเธ่ย์ฯ เตรียมรับส่งมอบเครื่องใหม่ 19 ลำ ทั้งโบอิ้ง 777 โบอิ้ง 747 และแอร์บัส เอ 330 รวมทั้งได้ขยายการให้บริการ โดยเพิ่มเส้นทางการบินใหม่ และเพิ่มเที่ยวบิน เช่น เพิ่มเที่ยวบินฮ่องกงกรุงเทพ รวมถึงดรากอนแอร์ ซึ่งเป็นบริษัทลูกได้เพิ่มเที่ยวบินเชียงใหม่ด้วย
จากการเพิ่มเที่ยวบินทั้งหมด ทำให้บริษัทมีที่นั่งเพิ่มขึ้น 20% ทำให้ต้องมีลูกค้าเพิ่มให้เต็มจำนวนเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้นมา โดยในปีนี้บริษัทได้เพิ่มจำนวนที่นั่งโดยรวม 8.6% ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนผู้โดยสาร 5.8% ขณะที่การขนส่งสินค้าจะมีการเพิ่มระวางสินค้า 7% และตั้งเป้าเพิ่มสินค้า 7.7%
“คาเธ่ย์ฯ จะบินอินเตอร์เนชันแนลเป็นหลัก ส่วนดรากอนแอร์จะบินภายในภูมิภาค จึงต้องทำงานผสานกันมากขึ้น เพิ่มเที่ยวบินรองรับ จัดโปรโมชั่นราคาพิเศษ จัดที่นั่งแบบธรรมดาพิเศษ เพื่อดึงดูดให้มีการใช้บริการมากขึ้น ซึ่งหากส่วน ประเทศไทยจะได้รับประโยชน์คือ ถ้ามีนักท่องเที่ยวมากขึ้น ก็เป็นการช่วยเหลือธุรกิจท่องเที่ยวของประเทศไทยไปในตัว” น.ส.แม็กกี้ กล่าว
ด้านการดำเนินงานในประเทศไทย ปีที่ผ่านมามียอดผู้โดยสารใช้บริการ 78% ลดลงเพราะปัญหาน้ำท่วม แต่ช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ยอดผู้โดยสารเพิ่มเป็น 92% แสดงให้เห็นว่าตลาดจะกลับมาคึกคักอีกครั้งเช่นเดียวกับสินค้านำเข้าจากจีนมามาก และสินค้าส่งออกจากไทยเริ่มดีขึ้น







