
เชสเตอร์กริลล์อัด80ล.
เปิดศึกเมนูเบอร์เกอร์สู้คู่แข่งเน้นเพิ่มความถี่ลูกค้าเข้าร้าน
เปิดศึกเมนูเบอร์เกอร์สู้คู่แข่งเน้นเพิ่มความถี่ลูกค้าเข้าร้าน
เชสเตอร์ กริลล์ อัด 80 ล้าน ดันเมนูกินด่วนราคาถูก สู้ศึกฟาสต์ฟู้ด หวังกระตุ้นความถี่ผู้บริโภคกินบ่อย ตั้งเป้าสิ้นปีโต 20%
นายสุวัฒน์ ทรงพัฒนะโยธิน รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เชสเตอร์ฟู้ด ผู้ประกอบการร้านอาหารจานด่วน เชสเตอร์ กริลล์ เปิดเผยว่า บริษัทได้วางงบการทำตลาดปีนี้ไว้ประมาณ 80 ล้านบาท โดยในช่วงครึ่งปีแรกจะชูเมนูเบอร์เกอร์เป็นหลัก ด้วยการเปิดตัวเมนูดังกล่าวผ่านภาพยนตร์โฆษณาทีวี
ทั้งนี้ ถือเป็นการเปิดตัวเมนูเบอร์เกอร์อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก หลังจากที่ทดลองทำตลาดมาได้ระยะหนึ่งแล้ว เพราะต้องการให้ผู้บริโภครับรู้เมนูเบอร์เกอร์ของเชสเตอร์ กริลล์มากขึ้น
สำหรับเป้าหมายในการบุกตลาดเบอร์เกอร์ของเชสเตอร์ กริลล์ เพื่อหวังเพิ่มความถี่ในการเข้ามารับประทานอาหารในร้านของผู้บริโภคให้บ่อยขึ้น โดยเฉพาะช่วงเวลาก่อนเที่ยงและระหว่างวัน เพราะปัจจุบันลูกค้าส่วนใหญ่จะนิยมเข้ามารับประทานในร้านช่วงเที่ยงและเย็นเป็นหลัก
นอกจากนี้ ลูกค้าส่วนใหญ่ยังมองว่าเชสเตอร์ กริลล์เป็นร้านขายอาหารจานด่วนที่เป็นอาหารหนัก ไม่ค่อยมีเมนูอาหารรับประทานเล่น ทำให้บริษัทต้องเพิ่มเมนูที่ไม่ใช่เมนูอาหารหลักมากขึ้น
ขณะที่กลยุทธ์ในการออกเมนูอาหารกึ่งรับประทานเล่นอย่างเบอร์เกอร์ จะต้องมีราคาไม่แพงมาก เช่น เบอร์เกอร์ไก่พริกไทยดำ ราคา 30 บาท เบอร์เกอร์ปลา 35 บาท และเบอร์เกอร์กุ้ง 39 บาท ซึ่งถูกกว่าคู่แข่งที่เป็นร้านอาหารจานด่วนเหมือนกัน
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าราคาอาจสูงกว่าเบอร์เกอร์ในร้านสะดวกซื้อเล็กน้อย โดยคาดว่ากลยุทธ์นี้จะผลักดันให้เมนูเบอร์เกอร์จะเพิ่มขึ้นเป็น 15% จากปัจจุบันอยู่ที่ 9%
ด้านการแข่งขันในธุรกิจร้านอาหารจานด่วน ที่ปัจจุบันมีมูลค่ามากกว่า 2 หมื่นล้านบาท เติบโตประมาณ 1015% มีแนวโน้มดุ เดือดมากขึ้นในเรื่องการออกเมนูที่หลากหลาย และความคุ้มค่าในเมนูนั้นๆ โดยส่วนใหญ่ราคาเฉลี่ยต่อ 1 เมนูจะใกล้เคียงกัน แต่อยู่ที่การสร้างความคุ้มค่าให้ลูกค้าได้มากกว่า
สำหรับเป้าหมายยอดขายรวมทั้งบริษัทปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 1,700 ล้านบาท เติบโต 20% จากปีที่ผ่านมา โดยปัจจัยลบที่อาจจะกระทบในปีนี้ มองเรื่องการขึ้นค่าแรงงาน 300 บาท ซึ่งในเชิงบวกแล้วจะทำให้กำลังซื้อเพิ่มขึ้น แต่ในเชิงลบก็ต้องยอมรับว่าต้นทุนค่าจ้างของบริษัทจะต้องขยับขึ้น 15% เช่น ค่าจ้างรายวันเดิม 28 บาท/ชม. ต้องเพิ่มเป็น 40 บาท/ชม.







