
สนช.งัดกลยุทธ์จูงใจเอกชนหันมาใช้นวัตกรรม
สนช.เตรียมปรับยุทธศาสตร์งัดกลยุทธ์จูงใจเอกชนหันมาใช้นวัตกรรม เพื่อนำเสนอต่อรัฐบาล
สนช.เตรียมปรับยุทธศาสตร์งัดกลยุทธ์จูงใจเอกชนหันมาใช้นวัตกรรม เพื่อนำเสนอต่อรัฐบาล
นางวัทนีย์ จองคำ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมวัฒนธรรมนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) เปิดเผยว่า สนช.อยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ เพื่อหาแนวทางสนับสนุนภาคเอกชน กระตุ้นให้เกิดธุรกิจนวัตกรรในวงกว้าง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยจะกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อนำเสนอต่อรัฐบาล เกี่ยวกับมาตรการที่รัฐบาลจำเป็นต้องให้การสนับสนุนหากต้องการให้เอกชนหันมาใช้นวัตกรรม เช่น ด้านงบประมาณ การกำหนดกลยุทธ์ของภาคอุตสาหกรรม การให้สิทธิระโยชน์พิเศษทางภาษี เพื่อเป็นแรงจูงใจ โดยคาดว่าจะจัดทำให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิ.ย. 2555
ทั้งนี้ ในปัจจุบันผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่ใช้นวัตกรรมในการผลิตสินค้ามีอยู่จำนวนน้อยมาก และเมื่อเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 เอสเอ็มอีไทยจะไม่สามารถแข่งขันได้ถ้าไม่มีการพัฒนาด้านนวัตกรรม โดยปัจจุบันมีเอสเอ็มอีอยู่ทั่วประเทศประมาณ 2 ล้านราย มีการใช้นวัตกรรมอยู่ประมาณ 2,000 ราย ซึ่งเป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียนอย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย โดยจากการจัดอันดับความสามารถด้านนวัตกรรมปี 2554-2555 ของเวิล์ด อีโคนีมิก ฟอรั่ม ไทยอยู่ในลำดับที่ 51 จาก120-135 ประเทศ ขณะที่สิงคโปร์อยู่อันดับที่ 11 มาเลเซียที่ 22 และอินโดนีเซีย 41
นอกจากนี้ผลการสำรวจของสถาบันนานาชาติเพื่อการจัดการ ยังพบว่า ความพร้อมในด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศไทยอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมที่ซื้อเทคโนโลยีเบ็ดเสร็จจากต่างประเทศ หรือเป็นเพียงการรับจ้างผลิต จึงทำให้การคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ และพัฒนานวัตกรรมในธุรกิจต่างๆ เป็นไปได้ช้า รวมทั้งการลงทุนในด้านการวิจัยและพัฒนาของภาคเอกชนไทยยังอยู่ในระดับต่ำอีกด้วย
ดังนั้นทั้งรัฐบาลและเอกชนเองจำเป็นต้องมีแผนการพัฒนาที่ชัดเจนในด้านนวัตกรรม เพื่อเตรียมความพร้อมเออีซี โดยเฉพาะการสร้างมูลค่าเพิ่มสร้างนวัตกรรม เพื่อความแตกต่างสร้างและเอกลักษณ์ให้กับสินค้าและบริการโดยกลุ่มที่จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมอย่างมาก ได้แก่ อุตสาหกรรมสินค้าเกษตรโดยคิดแปรรูปวัตถุดิบขั้นต้นสร้างมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร
ขณะที่อุตสาหกรรมอื่นๆ ให้เน้นการใช้ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม โดยกลุ่มที่คาดว่าจะได้เปรียบจากการเสรี เช่น อุตสาหกรรมบริการทางการแพทย์ ยานยนต์ เป็นต้น
สำหรับการทำงานของสนช.ได้งบประมาณส่งเสริมนวัตกรรมแก่ผู้ประกอบการภาคเอกชนจำนวน 300 ล้านบาทต่อปี สามารถพัฒนาผู้ประกอบการได้ 120 รายต่อปี ดำเนินโครงการมาแล้ว 8 ปี พัฒนาผู้ประกอบการได้ 800 ราย ซึ่งหากรัฐบาลต้องการให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้ในเวทีอาเซียนจำนวนการพัฒนาผู้ประกอบการน่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1 หมื่นรายต่อปี







