
‘คลัง’รับIFCสู่ขอTMB
ฮือฮาโต้งจับเข่าคุยผู้ถือหุ้นใหญ่ยันไม่ขายหุ้นรัฐวิสาหกิจรายอื่น
ฮือฮาโต้งจับเข่าคุยผู้ถือหุ้นใหญ่ยันไม่ขายหุ้นรัฐวิสาหกิจรายอื่น
ปลัดคลัง เผยกลุ่มบรรษัทการเงินระหว่างประเทศติดต่อขอซื้อหุ้นธนาคารทหารไทยเพียงรายเดียว ไม่รู้เรื่องไอเอ็นจีขายหุ้นทิ้ง รองโต้งลั่นไม่ขายรัฐวิสาหกิจ
นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ไม่ทราบและไม่เคยรับรู้ว่า ไอเอ็นจี กรุ๊ป เตรียมขายหุ้นธนาคารทหารไทย (TMB) ที่ถืออยู่ทั้งหมด 31% เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ เพราะถึงขณะนี้กระทรวงการคลังยังไม่ได้รับการติดต่อจากไอเอ็นจี กรุ๊ป
อย่างไรก็ตาม ได้สั่งให้นายประสงค์ พูนธเนศ ผู้อำนวยการคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวจากทางธนาคารและไอเอ็นจีแล้ว
นายอารีพงศ์ ยังได้กล่าวด้วยว่า หลังจากวิกฤตยุโรปทำให้สถาบันการเงินในยุโรปถูกทางการควบคุม ดังนั้นการดำเนินการลงทุนจึงมีการกำหนดขอบเขตให้รัดกุม การลงทุนใดๆ จึงมีความลำบาก
การขายหุ้นธนาคารทหารไทยที่กระทรวงการคลังถืออยู่ 26% นั้น ในขณะนี้มีเพียงบรรษัทการเงินระหว่างประเทศ (International Finance Corporation : IFC) เพียงรายเดียวที่ติดต่อเข้ามาอย่างเป็นทางการ เนื่องจากกระทรวงการคลังยังไม่มีการประกาศขายหุ้นเป็นการทั่วไป แต่เชื่อว่าธนาคารทหารไทยก็ถือเป็นธนาคารที่ดี น่าจะมีผู้สนใจจำนวนมาก
ธนาคารทหารไทยมีผู้ถือหุ้นรายใหญ่ 3 ราย ไอเอ็นจี กรุ๊ป ถือมากสุด 31% กระทรวงการคลัง 26% และ DBS Bank สิงคโปร์ 2.9%
ด้านนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวว่า ยังไม่มีนักลงทุนรายใดติดต่อเข้ามาเพื่อขอซื้อหุ้นธนาคารทหารไทย ที่กระทรวงการคลังถืออยู่ มีแต่รายงานข่าวในหนังสือพิมพ์เท่านั้น ขณะนี้กระทรวงการคลังยังไม่มีนโยบายขายออกหรือซื้อเพิ่มหุ้นในรัฐวิสาหกิจ ซึ่งได้ชี้แจ้งในที่ประชุมรัฐสภาไปแล้ว
ขณะที่มีรายงานว่า นายกิตติรัตน์ได้มีการหารือกับประธานกลุ่มไอเอ็นจี กรุ๊ป เมื่อไม่นานมานี้
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า รัฐบาลไม่มีนโยบายในการลดสัดส่วนการถือหุ้นในรัฐวิสาหกิจทุกแห่ง แม้ว่าบางแห่งจะมีการถือหุ้นเกินกว่าอัตราที่กำหนด ยกเว้นว่าจะมีผู้ที่ให้ความสนใจและยื่นข้อเสนอที่เหมาะสม ก็พร้อมจะพิจารณา
นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจทั้ง 50 แห่งที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาล กลับไปทบทวนภารกิจหลักของแต่ละแห่ง เพื่อให้สามารถดำเนินภารกิจได้บรรลุเป้าหมายในการจัดตั้ง รวมทั้งให้ไปพิจารณาว่าหากรัฐวิสาหกิจได้มีความพร้อมในการขยายการลงทุน การกู้เงิน การร่วมทุนต่างๆก็สามารถดำเนินการตัดสินใจเองได้ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานที่ว่าจะไม่กระทบผลการดำเนินงาน และต้องมั่นใจว่าจะมีผลตอบแทนกลับมาจากการลงทุน ซึ่งในส่วนนี้ก็เพื่อเป็นการช่วยลดภาระรายจ่ายของรัฐบาลเพื่อให้เข้าสู่การเป็นงบสมดุลโดยเร็ว จากปีนี้ขาดดุล 4 แสนล้านบาท ปี 2556 ขาดดุล 3 แสนล้านบาท







