
อาเซียนขุมทองนักลงทุนเผชิญปัจจัยเสี่ยงการเมือง
(เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร)
สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ร่วมกับสมาพันธ์การตลาดแห่งเอเชีย จัดสัมมนาหัวข้อ
“Asia : a Growing Force in the World Economy” โดยเชิญประธานและนายกสมาคมการตลาดของประเทศต่างๆ ในอาเซียนมาวิเคราะห์ข้อมูลและมองทิศทางการตลาดของภูมิภาคนี้@
‘คอนเนก’ คลื่นลูกใหม่เฮอมาวาน การ์ตาจายา ประธานสมาคมการตลาดโลก ที่พูดในหัวข้อ New Wave Marketing : The World is still Round, The Market is Flat
”เฮอมาวาน มองว่าโลกยังคงหมุนแต่ตลาดแบนราบ เพราะฉะนั้นจะทำให้การแข่งขันสูงขึ้นกว่าเดิม เพราะคู่แข่งมาได้จากทุกทิศทุกทาง ต่อไปนี้ผู้บริโภคจะเข้าถึงได้ยากขึ้น เพราะผู้บริโภคจะไม่ไว้ใจนักการตลาดอีกต่อไป โดยจะให้ความไว้ใจกับกลุ่มเพื่อนมากกว่า เพื่อนจะเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลสูงสุด
ทั้งนี้ แนวโน้มการตลาดใหม่ เกิดจากปัจจัยต่างๆ ที่เข้ามาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ได้แก่ ยุคดิจิตอล โกลบอลไลเซซันและโลกอนาคต โดยมีคำศัพท์ใหม่ที่เกิดขึ้นมาในโลก คือ คอนเนก (Connect) ที่เข้ามาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทฤษฎีทางการตลาด เช่น การตลาดใหม่เป็นเรื่องของ Community ไม่ใช่ Segmentation หรือเป็นการ Clalification ไม่ใช่ Positioning เหมือนทฤษฎีการตลาดแบบเดิม
ทั้งนี้ มี 3 รูปแบบ ในวิธีการคอนเนกสู่กลุ่มเป้าหมาย ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภทเช่นเดียวกัน รูปแบบแรก คือโทรศัพท์มือถือที่ใช้ติดต่อสำหรับกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่น รูปแบบที่สอง คือการสร้างประสบการณ์ไว้สำหรับใช้ติดต่อสื่อสารกับกลุ่มผู้หญิง และรูปแบบที่สาม คือสังคมที่ใช้ติดต่อกับกลุ่มเป้าหมายใหม่ ที่เรียกว่า
“Netizen” ทั้ง 3 กลุ่มนี้ ถือเป็นผู้บริโภคในกลุ่มที่ย่อยลงไป และยังคงเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้บริโภคหลัก เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ชาย และพลเมืองในสังคมผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม ต้องใช้วิธีการในการเข้าถึงที่แตกต่างกันไปตามไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมาย เช่น กลุ่มพลเมืองชาวเน็ต ต้องใช้การสื่อสารแบบสำเร็จรูป การพัฒนาเครือข่ายและใช้พลังของ GadGet ในการเชื่อมโยง รวมกลุ่มผู้หญิง ต้องใช้วิธีการเข้าถึงแบบเอกซ์คลูซีฟ มีบริการติดตามและตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา เป็นต้น ส่วนกลุ่มวัยรุ่นต้องใช้สื่อเพื่อสร้างความตื่นเต้น เป็นต้น
@@ การเมืองปัจจัยเสี่ยง
มาซากิ อิชิบาชิ กรรมการบริหาร สมาคมการตลาดของญี่ปุ่น กล่าวว่า แนวโน้มการค้าขายของญี่ปุ่นในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมตลาดหลัก คือสหรัฐอเมริกา แต่ทุกวันนี้สัดส่วนการลงทุนในสหรัฐลดลงจาก 32% เหลือเพียง 18% ขณะที่เอเชียมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 49% และจีนอยู่ที่ 30% ขณะที่ประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าสินค้าญี่ปุ่นเป็นอันดับ 1
สำหรับญี่ปุ่น มองว่าประเทศที่เป็นตลาดใหญ่ของญี่ปุ่นในขณะนี้ คือ จีน อินเดีย และอาเซียน ซึ่งในอาเซียนประเทศที่มีศักยภาพในการลงทุน คือ อินโดนีเซียและเวียดนาม ซึ่งมีประชากรจำนวนมากและมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูง
ทั้งนี้ ปัจจัยที่ต้องพิจารณาในการเข้าไปลงทุนในประเทศต่างๆ ของญี่ปุ่น อันดับแรก คือความไม่แน่นอนทางการเมืองและสังคมในประเทศนั้นๆ สอง คือโรคติดต่อ สาม คือจริยธรรมทางธุรกิจ และสี่ คือต้นทุนในการลงทุน เช่น ต้นทุนแรงงาน และจริยธรรมในการทำงานของพนักงาน เป็นต้น
ขณะที่จุดอ่อนของญี่ปุ่นก็มีเช่นเดียวกัน คือราคาที่สูง เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเกินความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละท้องถิ่น โดยที่ความต้องการของผู้บริโภคในตลาดญี่ปุ่นเองเริ่มลดลงเรื่อยๆ
@@ เฮาส์แบรนด์ขึ้นซูเปอร์สตาร์
วาย. ดับเบิลยู. จันนาดี ประธานสมาพันธ์การตลาดในเอเชีย กล่าวว่า แนวโน้มในการค้าขายของโลกปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไป จากเดิม ที่ค้าขายกับประเทศที่พัฒนาแล้วเป็นสัดส่วนถึง 80% และประเทศกำลังพัฒนา 20% ซึ่งในปี 2578 สัดส่วนระหว่างประเทศทั้งสองจะอยู่ที่ 50:50 และมีแนวโน้มว่าตลาดกำลังพัฒนาจะกลายเป็นตลาดที่สำคัญที่สุดในปี 2593 อาทิ เศรษฐกิจจีนจะล้ำหน้าเยอรมนีในปี 2553 ล้ำหน้าญี่ปุ่นในปี 25582563 และมีโอกาสที่จะก้าวล้ำหน้าสหรัฐอเมริกาในปี 2578
ภาวะดังกล่าว จะทำให้แบรนด์ดังๆ อยู่ในภาวะอันตราย เพราะเฮาส์แบรนด์ของแต่ละประเทศ ในภูมิภาคเอเชียจะกลายเป็นซูเปอร์สตาร์ใหม่ๆ ของโลก ซึ่งขณะนี้เริ่มเห็นภาพดังกล่าวแล้ว ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ซัมซุง เลอโนโว เอชทีซี เป็นต้น
“
เขตการค้าเสรีหรือเอฟทีเอ จะทำให้เอเชียกลายเป็นผู้เล่นรายใหม่ของโลก และดึงดูดการลงทุน โดยเฉพาะเป็นแหล่งดึงดูดการลงทุนใหญ่ๆ ทำให้กลายเป็นประเทศที่เป็นแหล่งอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของโลก” จันนาดี กล่าว@@ ไทยไปโลดถ้าการเมืองนิ่ง
สมบุญ ประสิทธิ์จูตระกูล นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจและสภาพการตลาดในประเทศไทยดีขึ้นตามลำดับนับตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว จนถึงเดือน ก.พ. นี้ ถ้าไม่มีปัจจัยการเมืองเข้ามากระทบ เชื่อว่าธุรกิจจะเติบโตได้ดี และมีแนวโน้มว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 45% เพราะดูตัวเลขดัชนีทางเศรษฐกิจต่างๆ ทั้งความเชื่อมั่นของผู้บริโภค กำลังซื้อ ภาคส่งออกและท่องเที่ยวที่เริ่มกลับมา รวมถึงการใช้จ่ายเงินของภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
“
การเมืองเป็นปัจจัยเดียวที่น่าเป็นห่วง ซึ่งหากดูสถานการณ์ตอนนี้ ยังมองว่าไม่น่ากังวล เพราะเป็นการโต้ตอบระหว่างสองฝ่าย ส่วนม็อบยังไม่รู้ว่าจะมีจำนวนมากขนาดไหน รัฐบาลควบคุมได้หรือไม่ เอกชนยังต้องระมัดระวัง หากมีการตีกัน สถานการณ์อาจพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ” สมบุญ กล่าวภาคเอกชนหวังว่าจะไม่มีเหตุการณ์ร้ายๆ เกิดขึ้นอีก เพราะสุดท้ายจะเกิดผลเสียกับประเทศ ซึ่งเริ่มมีแนวโน้มที่ดี นักท่องเที่ยวก็เริ่มกลับมา แม้แต่ละประเทศจะมีการเตือน ก็เป็นเพียงเตือนให้ระมัดระวังในพื้นที่เสี่ยง ไม่ได้เตือนไม่ให้มาประเทศไทย เพราะอย่างระเบิดที่เกิดขึ้นในช่วง 23 วันก่อน ก็เป็นระเบิดกลางเมืองบางจุด ไม่ใช่เกิดจากฝีมือของผู้ก่อการร้าย ซึ่งนักท่องเที่ยวจะกลัวมากกว่า
ที่ผ่านมานักการตลาดก็มุ่งเน้นที่จะใช้กลวิธีทางการตลาดเพื่อกระตุ้นยอดขาย แต่ถึงตอนนี้นักการตลาดควรบุกสร้างแบรนด์มากขึ้น เมื่อความมั่นใจของผู้บริโภคกลับมาเป็นเวลาที่เหมาะสมสำหรับการวางแผนเพื่อสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น







