posttoday
จับกระแสเครื่องเล่นบลูเรย์ราคาลดลูกค้าเข้าถึงง่ายขึ้น

จับกระแสเครื่องเล่นบลูเรย์ราคาลดลูกค้าเข้าถึงง่ายขึ้น

06 มีนาคม 2553

..ทีมข่าวธุรกิจตลาด

หลังยุคผลัดใบจากเทคโนโลยีอะนาล็อกไปสู่โลกยุคดิจิตอล ส่งผลให้วงการเครื่องเสียงระดับโลกมีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด และเกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง

ประเด็นที่น่าสนใจคือ การเปลี่ยนแปลงจากฟอร์แมตวีซีดีสู่ฟอร์แมตดีวีดี และตามมาด้วยฟอร์แมต บลูเรย์ ที่เข้ามาเมื่อ 34 ปีที่ผ่านมา และเป็นกระแสที่กำลังมาแรงมากขึ้นทุกวัน เพราะเทคโนโลยีที่ให้ความคมชัดทั้งภาพและเสียงเหนือกว่าฟอร์แมตดีวีดีถึง 5 เท่า

นอกเหนือจากเทคโนโลยีที่เหนือกว่าแล้ว ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยอดขายเครื่องเล่นบลูเรย์ทั่วโลกเพิ่มขึ้นถึง 72% ในปี 2552 ที่ผ่านมาเมื่อเทียบกับปี 2551 คือ การที่ผู้ผลิตภาพยนตร์รายใหญ่ระดับโลกหลายค่ายต่างหันมาให้การสนับสนุนฟอร์แมต บลูเรย์ ไปพร้อมกับการยกเลิกการใช้ฟอร์แมตแบบเก่า ส่งผลให้เครื่องเล่นและแผ่นบลูเรย์ทั่วโลกมีราคาลดลงมากกว่า 50%

ขณะที่ยอดจำหน่ายเครื่องเล่นบลูเรย์ในประเทศไทยก็เติบโตเพิ่มขึ้น โดยในปี 2552 ที่ผ่านมา มียอดขายรวมเกินกว่า 3,000 เครื่อง ส่งผลธุรกิจต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเสียง เครื่องเล่น รวมไปถึงร้านเช่าแผ่นบลูเรย์คึกคักขึ้นมาทันตา ที่สำคัญคือ ตลาดเครื่องเล่นบลูเรย์ในประเทศไทยถือว่ายังเปิดกว้างอยู่มาก เพราะเป็นตลาดที่ค่อนข้างใหม่

เมื่อโฟกัสลงมาที่ตลาดเครื่องเสียงในเมืองไทย พบว่ามีการเติบโตต่อเนื่องเช่นกัน เห็นได้จากมูลค่าตลาดรวมที่มากกว่า 2,0003,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นเครื่องรับประกันได้ว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพและแข็งแกร่งไม่น้อย

ปัจจุบันตลาดเครื่องเสียงแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ ตลาดเครื่องเสียงระดับล่างหรือสแตนด์ดาร์ด มีมูลค่าระหว่าง 1–2 หมื่นบาท คิดเป็นสัดส่วน 40% ตลาดเครื่องเสียงระดับกลางมีมูลค่าระหว่าง 2–7 หมื่นบาท มีสัดส่วน 40% และตลาดเครื่องเสียงระดับบน หรือไฮเอนด์ มีมูลค่าตั้งแต่ 7 หมื่นบาทขึ้นไป

ขณะที่นักเล่นเครื่องเสียงเมืองไทยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักเล่นเครื่องเสียงในระดับกลาง และด้วยอัตราการเติบโตที่มากกว่า 10% ต่อปี ทำให้ตลาดเครื่องเสียงของไทยได้รับความสนใจจากผู้ผลิตในต่างประเทศ

นายธานี โหมดสง่า บรรณาธิการบริหารนิตยสาร GM2000 เปิดเผยว่า ปัญหาของเครื่องเล่นบลูเรย์ไม่ใช่เรื่องของนวัตกรรมที่ล้ำสมัย ด้วยเทคโนโลยีระบบภาพและเสียงที่มีความคมชัด สร้างความโดดเด่นให้กับบลูเรย์เหนือคู่แข่ง แต่ยังจำกัดเฉพาะในกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูง

ขณะเดียวกัน การทำตลาดเครื่องเล่นบลูเรย์ที่ยังไม่เห็นชัดเจนนัก ทำให้กระแสตอบรับน้อย แต่ในปัจจุบันผู้ประกอบการเครื่องเล่นบลูเรย์ต่างเริ่มหันมาทำตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้กลยุทธ์ด้านราคาเข้ามาทำให้ราคาจำหน่ายเครื่องเล่นบลูเรย์ลดลง

ดังนั้น ในปีนี้เครื่องเล่นบลูเรย์จึงถือเป็นของเล่นใหม่ที่นักนิยมโฮมเธียเตอร์และนักเล่นเครื่องเสียงไทยให้ความสนใจ โดยตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาพบว่าเครื่องเล่นบลูเรย์มีราคาลดลง จากเดิมที่ระดับราคา 1 หมื่นบาทขึ้นไป ลงมาอยู่ในระดับราคาเริ่มต้น 4,000 บาท ซึ่งทำให้ผู้บริโภคสัมผัสได้ง่ายขึ้น

ดังนั้น ในงานนิทรรศการ “จากวีซีดี ถึง บลูเรย์” (Digital Video Revolution : From VCD to Bluray) ซึ่งเป็นการจัดดิสเพลย์ที่ประกอบด้วยภาพวิดีโอจากหนังเรื่องเดียวกัน แต่มาจาก 3 ฟอร์แมต คือจากเครื่องเล่นวีซีดี เครื่องเล่นดีวีดี และเครื่องเล่นบลูเรย์ ฉายลงบนจอแอลซีดี จำนวน 3 จอเรียงกัน จะทำให้ผู้ชมได้เปรียบเทียบคุณภาพของภาพที่แตกต่างกันระหว่าง 3 ฟอร์แมตดังกล่าว

นิทรรศการนี้เป็นส่วนหนึ่งของงาน Bangkok HiFi & AV Festival 2010 งานแสดงนวัตกรรมเครื่องเสียงและภาพ ที่รวบรวมเทคโนโลยีใหม่ๆ ทั้งหมวดเครื่องเสียง ระบบภาพ อุปกรณ์ ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และแอกเซสซอรีมากกว่า 80 บูธ พร้อมโชว์พลังเสียงจากอุปกรณ์เครื่องเล่นต่างๆ มากมาย ระหว่างวันที่ 1114 มี.ค. นี้ ที่โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ สุขุมวิท กรุงเทพฯ

 

กระแสความนิยมแผ่น “บลูเรย์ ดิสก์” ดูเหมือนจะค่อยๆบูมมาตั้งแต่ช่วงปลายๆปี หลังจากทั้งเครื่องเล่นและแผ่นซอฟต์แวร์ค่อยๆถูกลงจนพบเห็นการทำตลาดในประเทศไทย รวมไปถึงแผ่นภาพยนตร์ “ไฟล์บลูเรย์แท้ แต่เป็นแผ่นก๊อปปี้” ขายเกลื่อนตามท้องตลาดในราคาประมาณ 300 บาท เครื่องเล่นแผ่นที่หลายคนเล็งถึงประโยชน์ที่สุดตอนนี้ คงหนีไม่พ้นเครื่อง “เพลย์สเตชัน3” (PS3) เนื่องจากมันเล่นได้ทั้งเกมและชมภาพยนตร์ในเครื่องเดียวกัน (ราคารุ่นเล็ก 120 GB อยู่ประมาณ 12,000 บาท) ล่าสุดมีข่าวดีจากญี่ปุ่นว่าโซนี่และพานาโซนิคได้พัฒนาให้ประมาณความจุบนแผ่นเพิ่มเป็น 33.4 GB แล้ว

ท่ามกลางความหวังให้แผ่น, ภาพยนตร์, เกม และเครื่องเล่นบลูเรย์ (BluRay) มีราคาถูกลงจนผู้บริโภคทั่วไปสามารถซื้อหาได้อย่างสบายใจ ล่าสุดสามยักษ์ใหญ่ผู้สนับสนุนมาตรฐานบลูเรย์อย่างพานาโซนิก (Panasonic), ฟิลิปส์ (Philips) และ โซนี่ (Sony) ระบุว่ากำลังทำงานร่วมกับสมาชิกผู้สนับสนุนมาตรฐานบลูเรย์รายอื่นเพื่อออกเป็นไลเซนส์หรือลิขสิทธิ์การผลิตสินค้าเทคโนโลยีบลูเรย์แบบเหมาจ่ายครบวงจร เชื่อว่าจะสามารถให้ไลเซนส์เหมาจ่ายนี้ได้ภายในกลางปีนี้

การให้ไลเซนส์บลูเรย์ครบวงจรเชื่อว่าจะทำให้สินค้าบลูเรย์ทุกชนิดมีราคาถูกลง เนื่องจากปัจจุบัน การผลิตสินค้าบลูเรย์จะต้องเสียค่าลิขสิทธิ์เทคโนโลยีตามชนิดที่ผลิต เช่น บริษัทต้องเสียค่าลิขสิทธิ์ 9.50 เหรียญสหรัฐหากต้องการผลิตเครื่องเล่นบลูเรย์ (ราว 320 บาทต่อเครื่อง) หรือต้องชำระเงิน 14 เหรียญ (462 บาทต่อเครื่อง) หากต้องการผลิตเครื่องบันทึกดีวีดี แต่หากต้องการผลิตซีดีบลูเรย์ชนิดอ่านอย่างเดียว จะต้องชำระค่าลิขสิทธิ์ 0.11 เหรียญต่อแผ่น (ประมาณ 3.65 บาท) โดยต้องเพิ่มเงินเป็น 0.12 เหรียญ (ประมาณ 4 บาท) หากต้องการผลิตซีดีบลูเรย์แบบเขียนได้ ซึ่งการให้ไลเซนส์แบบเหมาจ่ายครบทุกผลิตภัณฑ์จะทำให้ค่าใช้จ่ายของผู้ผลิตสินค้าบลูเรย์แบบครบวงจรลดลงได้ถึง 40 เปอร์เซ็นต์

การให้ลิขสิทธิ์แบบเหมารวมนี้เชื่อว่าจะเป็นผลดีต่อการขยายตลาดบลูเรย์ เนื่องจากค่าลิขสิทธิ์ที่ยิบย่อยทำให้สินค้าบลูเรย์มีจำนวนน้อยในตลาดและมีราคาแพง ซึ่งเมื่อต้นทุนด้านลิขสิทธิ์เทคโนโลยีลดลง ผู้ผลิตก็จะมีความยืดหยุ่นในการผลิตสินค้าหลายชนิดบนเทคโนโลยีบลูเรย์ และสามารถตั้งราคาขายได้ถูกลง ตามข้อมูลที่บอกว่าไลเซนส์ครบวงจรจะทำให้ผู้ผลิตประหยัดค่าไลเซนส์ลงได้กว่า 40 เปอร์เซ็นต์

รายงานระบุว่า การให้ไลเซนส์ผลิตภัณฑ์บลูเรย์ครบวงจรจะดำเนินการโดยบริษัทใหม่ ซึ่งจะเป็นบริษัทอิสระสำหรับจัดการธุรกิจไลเซนส์บลูเรย์โดยเฉพาะ เชื่อว่าจะมีการตั้งสาขาในสหรัฐฯ เอเชีย ยุโรป และลาตินอเมริกา โดยซีอีโอที่จะมารับผิดชอบบริษัทจัดการธุรกิจไลเซนส์บลูเรย์คือ Gerald Rosenthal อดีตผู้บริหารไอบีเอ็มซึ่งดำรงตำแหน่งซีอีโอกลุ่ม Open Invention Network ในปัจจุบัน

นอกจากจะมั่นใจว่าการให้ราคาไลเซนส์บลูเรย์เหมาจ่ายครั้งนี้จะทำให้ตลาดบลูเรย์ขยายตัว Rosenthal ยังเชื่อว่าโครงการนี้จะส่งเสริมให้บริษัทผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รายอื่นให้ความสนใจที่จะมาเข้าร่วมเป็นผู้สนับสนุนเทคโนโลยีบลูเรย์ ซึ่งจะได้ส่วนแบ่งจากรายได้ค่าลิขสิทธิ์ที่เก็บได้ด้วย โดยผู้ที่ถือลิขสิทธิ์สำหรับผลิตดิสก์บลูเรย์, ดีวีดี และซีดี ล้วนได้รับเชิญให้เข้าร่วมโครงการสนับสนุนบลูเรย์แล้วในขณะนี้

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน