posttoday
แบงก์รัฐระส่ำ ปล่อยกู้สะดุด เซ่นเด็ดหัวผู้บริหาร

แบงก์รัฐระส่ำ ปล่อยกู้สะดุด เซ่นเด็ดหัวผู้บริหาร

26 มีนาคม 2555

แผนการเปลี่ยนตัวผู้บริหารธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ

โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง

แผนการเปลี่ยนตัวผู้บริหารธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลังเป็นไปอย่างเข้มข้น

เพื่อให้สมเหตุสมผลในการดำเนินการและเพื่อจะไม่ต่ออายุของกรรมการผู้จัดการแบงก์รัฐที่จะหมดวาระลงในปีนี้ ต้องงัดเอารายงานการตรวจสอบของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่กระทรวงการคลังได้ขอให้ฝ่ายตรวจสอบของ ธปท.เข้ามาดูให้ เอามาใช้เป็นเหตุผล

ในปีนี้ ผู้บริหารธนาคารรัฐที่จะหมดวาระและจะไม่ได้ต่ออายุ ได้แก่ ธีรศักดิ์ สุวรรณยศ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์)

เลอศักดิ์ จุลเทศ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน และอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย

ส่วนคนที่ยังไม่ครบวาระ แต่ก็โดนมรสุมการเมืองเล่นงานจนงอม คือ โสฬส สาคร วิศวกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์)

โสฬส ถูกคณะกรรมการธนาคารกดดันเรื่องการแก้ไขหนี้มีปัญหาอย่างหนัก โดยถูกมองว่ามีการแก้ไขไม่เบ็ดเสร็จ แก้แล้วก็ยังเป็นหนี้เสียกลับมาใหม่

ทั้งที่หนี้เสียที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดสมัยโสฬสเป็นเบอร์หนึ่งแบงก์เอสเอ็มอี แต่เป็นหนี้ที่เกิดขึ้นสมัยรัฐบาลทักษิณ 1 ที่มีการเร่งปล่อยสร้างผลงานรัฐกันขนานใหญ่ ทำให้การปล่อยไม่รอบคอบเป็นหนี้เสียเรื้อรังมาถึงทุกวันนี้

แบงก์รัฐระส่ำ ปล่อยกู้สะดุด เซ่นเด็ดหัวผู้บริหาร

 

แม้เอสเอ็มอีแบงก์จะไม่ใหญ่เท่ากับธนาคารออมสิน แต่ที่ผ่านมาก็เป็นฐานสำคัญของนักการเมือง ในการปล่อยกู้กันเองในกลุ่มพวกพ้องฐานเสียง

การงัดเอารายงานการตรวจสอบของ ธปท.มาใช้ เป็นเรื่องที่ดี ถ้าหากมีการนำเอาข้อมูลมาใช้แก้ไขและปรับระบบของธนาคารรัฐอย่างจริงจัง

แต่เมื่อมีการนำเอามาเป็นเครื่องมือในการจัดการเด็ดหัวฝ่ายบริหาร ก็เกิดผลกระทบชิ่งต่อเนื่องไปยังการทำงานของธนาคาร

ปรากฏว่า ขณะนี้พนักงานธนาคารของรัฐต่างเกร็งที่จะเซ็นเอกสารการปล่อยสินเชื่อ เพราะไม่อยากรับผิดชอบ ทำให้เวลานี้สินเชื่อธนาคารรัฐเริ่มชะลอตัวลง

ผู้บริหารธนาคารของรัฐแห่งหนึ่ง กล่าวว่า หากกระทรวงการคลังยังทำให้สถานการณ์อึมครึมต่อไปอย่างนี้ งานก็จะไม่เดินเพราะระดับตัดสินใจก็ไม่กล้าทำอะไร

จากข้อความในเฟซบุ๊กของ ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.คลัง ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ 1 ได้โพสต์ไว้เมื่อวันที่ 8 มี.ค.ว่า

“ในช่วงที่ผมดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีคลังนั้น มี สส.และนักการเมืองหลายรายที่ติดต่อผม ขอให้ช่วยสั่งการให้ธนาคารรัฐอนุมัติเงินกู้แก่บริษัทของพวกเขา ซึ่งส่วนใหญ่นั้นเป็นบริษัทที่มีปัญหา เป็นลูกหนี้ที่ค้างชำระที่ธนาคารพาณิชย์อื่นๆ มาก่อน

ผมเห็นว่า หากเปิดให้ธนาคารรัฐของไทยให้กู้แก่ธุรกิจของนักการเมืองเต็มที่ ก็จะต้องมีหนี้สูญเป็นจำนวนมากแน่นอน”

สิ่งที่อดีต รมว.คลังกล่าว ยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าธนาคารของรัฐเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของนักการเมือง

อย่างไรก็ดี วิรุฬ เตชะไพบูลย์ รมช.คลัง ผู้ได้รับมอบหมายจาก รมว.คลัง ให้ดูแลธนาคารของรัฐก็กล่าวว่า จากการตรวจ สอบแบงก์รัฐ ขณะนี้ยังไม่มีรายงานเข้ามาว่าพบการกระทำผิด

“ผมมีการหารือกับแบงก์รัฐตลอด โดยทุกวันพุธจะเชิญผู้บริหารแบงก์รัฐคราวละ 2 แห่ง เข้ามาหารือเพื่อติดตามนโยบาย นโยบายของผมคือต้องตรวจสอบไปตามที่ ธปท.มีข้อมูลมา พร้อมกับเปิดโอกาสให้ผู้ถูกตรวจสอบได้ชี้แจง ซึ่งหากมีความบริสุทธิ์ใจก็คงไม่มีปัญหา” วิรุฬ กล่าว

วิรุฬ กล่าวว่า หากเอ็นพีแอลเกิดขึ้นและยังอยู่ในวิสัยไม่ได้เกินลิมิต ก็ต้องมีคำอธิบาย แต่ที่สำคัญคือต้องไม่ใช่การสร้างตัวเลขขึ้นมา นี่เป็นเรื่องที่ได้เตือนไปและต้องมองว่าการตรวจสอบเป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องดีที่จะทำให้การทำงานของแบงก์เป็นไปอย่างถูกต้อง

แม้การตรวจสอบเป็นเรื่องที่ดี ตามที่ รมช.คลัง กล่าว แต่ที่ผ่านมากลับนำเอาการตรวจสอบไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ในการส่งคนของฝ่ายการเมืองเข้ามาบริหารธนาคาร และธนาคารรัฐบาลบางแห่งก็ไส้เน่า แต่ไม่มีการจัดการอะไร

วิรุฬ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ได้เห็นชอบที่จะเพิ่มทุนให้ธนาคาร วงเงินกว่า 5,000 ล้านบาท จาก 6-7 แห่งที่ขอมารวมประมาณ 8,000 ล้านบาท โดยได้ขอตั้งงบประมาณปี 2556 ซึ่งการเพิ่มทุนนี้เป็นไปตามหลักเกณฑ์เพื่อเสริมสถานะของแบงก์ ให้สัดส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) อยู่ที่ระดับ 10%

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในปีนี้คาดว่าจะมีธนาคารของรัฐ 3 แห่ง ที่อยู่ในข่ายจะต้องถูกเพิ่มทุน ได้แก่ เอสเอ็มอีแบงก์ จะต้องเพิ่มทุนประมาณ 3,500 ล้านบาท ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 1,000 ล้านบาท และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย 600 ล้านบาท เนื่องจากธนาคารรัฐทั้ง 3 แห่งมีภาระหนี้เสียเพิ่มขึ้นจนทำให้กระทบต่อฐานะการเงิน

การเพิ่มทุนของธนาคารรัฐสะท้อนให้เห็นว่า ธนาคารหลายแห่งทำงานสนองนโยบายรัฐเต็มสูบแล้ว และสุดท้ายก็หนีไม่พ้นต้องใช้เงินงบประมาณลงไปอุ้ม เพื่อให้ธนาคารเดินหน้าต่อไปได้

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ