
ค่าบาทยังอ่อนตัว
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดแนวโน้มค่าเงินบาทสัปดาห์นี้อาจเคลื่อนไหวในกรอบ
โดย...ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดแนวโน้มค่าเงินบาทสัปดาห์นี้อาจเคลื่อนไหวในกรอบ 30.70-31.00 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
เหตุผลที่ค่าเงินจะเคลื่อนไหวในระดับนี้ต้องจับตาข้อมูลการค้าระหว่างประเทศของกระทรวงพาณิชย์ และตัวเลขเศรษฐกิจของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในเดือน ก.พ. ตลอดจนแรงซื้อเงินเหรียญสหรัฐจากฝั่งผู้นำเข้าในช่วงใกล้สิ้นเดือนและการปิดงวดสิ้นปีของญี่ปุ่น
ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี PMI เขตชิคาโก ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน มี.ค. ยอดทำสัญญาซื้อบ้านที่รอปิดการขาย ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน รายได้-รายจ่ายส่วนบุคคล และดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐาน (Core PCE Price Index) เดือน ก.พ. ดัชนีราคาบ้านโดยแสตนดาร์ดแอนด์พัวร์/เคสชิลเลอร์เดือน ม.ค. จีดีพีประจำไตรมาส 4/2554 (ทบทวนครั้งสุดท้าย) และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
สำหรับสัปดาห์ที่ 19-23 มี.ค.ที่ผ่านมา เงินบาทอ่อนค่าลงใกล้ระดับ 30.80 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยถูกกดดันจากแรงซื้อเงินดอลลาร์สหัฐของกลุ่มผู้นำเข้า ตลอดจนทิศทางการอ่อนค่าของสกุลเงินในเอเชีย หลังจากที่ความกังวลต่อทิศทางที่อ่อนแอของเศรษฐกิจโลกถูกตอกย้ำโดยภาพถดถอยของภาคการผลิตในจีน เยอรมนี และฝรั่งเศส (จากรายงาน PMI เบื้องต้นในเดือน มี.ค.) ซึ่งเงินบาทปรับตัวในทิศทางที่อ่อนค่า แม้ว่านักลงทุนต่างชาติจะยังมีสถานะซื้อสุทธิทั้งในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรของไทยก็ตาม โดยปิดในวันศุกร์ที่ 23 มี.ค. ที่ระดับ 30.76 บาทเหรียญสหรัฐ เทียบกับระดับ 30.72 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในวันศุกร์ที่ 16 มี.ค.
ค่าเงินยูโรเผชิญกับกรอบการปรับขึ้นที่จำกัด โดยแข็งค่าขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์จากแรงซื้อคืนของนักลงทุน หลังจากที่กระบวนการแก้ปัญหาหนี้ของกรีซมีความคืบหน้า ประกอบกับมีรายงานที่ระบุว่า ธนาคารกลางยุโรปไม่ได้เข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี เงินยูโรทยอยอ่อนค่าลงในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ โดยถูกกดดันจากแรงขายสินทรัพย์เสี่ยง ท่ามกลางความกังวลต่อวิกฤตหนี้ยุโรปที่ยังคงไม่สิ้นสุดลง ตลอดจนเครื่องชี้ที่สะท้อนการหดตัวของภาคการผลิตในเยอรมนี ฝรั่งเศส และจีน สวนทางกับสัญญาณบวกในตลาดแรงงานสหรัฐที่สะท้อนจากการปรับตัวลงของจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์สู่ระดับต่ำสุดในรอบ 4 ปี โดยปิดที่ 1.3248 เหรียญสหรัฐต่อยูโร ในวันศุกร์ที่ 23 มี.ค. เทียบกับระดับ 1.3173 เหรียญสหรัฐต่อยูโร ในวันศุกร์ก่อนหน้า
ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นในฐานะที่เป็นสกุลเงินปลอดภัย หลังจากที่มีสัญญาณถดถอยของภาคการผลิตในจีนและยุโรป ขณะที่ข้อมูลการเริ่มสร้างบ้านและยอดขายบ้านมือสองของสหรัฐก็ออกมาอ่อนแอกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ สวนทางกับดุลการค้าของญี่ปุ่นที่พลิกกลับมาบันทึกยอดเกินดุลอีกครั้งเหนือความคาดหมายในเดือน ก.พ. โดยศุกร์ที่ผ่านมาปิดที่ 82.66 เยนต่อเหรียญสหรัฐ เทียบกับ 83.41 เยนต่อเหรียญสหรัฐ ในวันศุกร์ก่อนหน้า
สำหรับอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นสัปดาห์นี้ 26-30 มี.ค. 2555 น่าจะยังทรงตัวต่อเนื่องใกล้ระดับ 3% เพราะธนาคารพาณิชย์จะมีการเตรียมสภาพคล่องเพื่อรองรับการเบิกถอนเงินสดของลูกค้าในช่วงสิ้นเดือน
ขณะที่อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นค่อนข้างทรงตัวตามอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 3% ขณะที่ธนาคารพาณิชย์มีการปิดสำรองสภาพคล่องรายปักษ์ในวันอังคาร และเข้าสู่ปักษ์ใหม่ในวันพุธ รวมถึงมีการตัดจ่ายเงินภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือนผ่านระบบธนาคาร
ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์ประเภทกู้ยืมข้ามคืน (Overnight) มีระดับหนาแน่นที่ 2.90% ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อน ส่วนอัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยที่ประมูลได้ของธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรแบบทวิภาคี (Bilateral Repo) ระยะเวลาไม่เกิน 14 วัน ทรงตัวที่ 3% ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อน
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย ประเภทอายุ 5 ปี ปิดที่ระดับ 3.57% ในวันศุกร์ที่ 23 มี.ค. ปรับขึ้นเมื่อเทียบกับ 3.52% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับเพิ่มขึ้น ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับปริมาณการเสนอขายพันธบัตรรัฐบาลที่อาจเพิ่มขึ้น โดยมีแรงซื้อของนักลงทุนสลับเข้ามาในช่วงกลางสัปดาห์
สำหรับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ ประเภทอายุ 10 ปี ปิดที่ระดับ 2.28% ในวันพฤหัสบดี ลดลงเล็กน้อยจาก 2.29% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐปรับตัวสูงขึ้นในวันจันทร์ ท่ามกลางสัญญาณการฟื้นตัวขึ้นของเศรษฐกิจสหรัฐ ส่งผลให้นักลงทุนขายพันธบัตรและลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น แต่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับลดลงในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ จากเครื่องชี้ภาคอสังหาริมทรัพย์สหรัฐที่แย่กว่าคาด แรงซื้อพันธบัตรกลับคืนของนักลงทุน รวมถึงเครื่องชี้ภาคการผลิตของจีน และประเทศในยูโรโซนที่อ่อนแอ ซึ่งสร้างความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก







