
ชี้ไตรมาส3สินค้าขยับ8-10%
เตือนไตรมาส 3 สินค้าทยอยปรับราคา 8-10% จากการอัดฉีดเงินเข้าระบบของรัฐ และการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ
เตือนไตรมาส 3 สินค้าทยอยปรับราคา 8-10% จากการอัดฉีดเงินเข้าระบบของรัฐ และการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ
นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้โครงสร้างเศรษฐกิจของไทยกำลังบิดเบี้ยวจากนโยบายรัฐบาลที่ต้องการฟื้นเศรษฐกิจด้วยการอัดฉีดเงินเข้าระบบ และนโยบายปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน ขณะเดียวกันก็ไปกดราคาสินค้าเพื่อเพิ่มกำลังซื้อในประเทศทดแทนตลาดส่งออก แต่ราคาพลังงานกลับปล่อยให้ขยับขึ้น ดังนั้นช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้จะเริ่มเห็นผู้ประกอบการทยอยกันปรับขึ้นราคาสินค้า 8-10%
ทั้งนี้เห็นด้วยกับแนวคิดของนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ที่จะใช้นโยบายค่าเงินบาทอ่อนในการบริหารเศรษฐกิจ แต่ควรทำเพียงระยะสั้น 1-2 เดือนเท่านั้น และไม่ควรประกาศโจ่งแจ้งว่ารัฐจะเข้าไปแทรกแซง เพราะจะยิ่งทำให้เงินลงทุนจากนอกประเทศไหลเข้ามาเพื่อเก็งกำไรมากขึ้น ซึ่งก็ต้องดูว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะมีเงินหน้าตักเท่าไหร่ในการไปกว้านซื้อเงินบาทในระบบ
ภาคเอกชนมองว่าการที่รัฐบาลตัดสินใจใช้นโยบายดังกล่าว เพราะต้องการช่วยภาคการส่งออกให้ฟื้นตัว หากส่งออกฟื้นก็จะช่วยฟื้นภาคผลิตและจ้างงาน
“การที่รัฐบาลใช้นโยบายนี้ สินค้าเกษตรซึ่งเป็นฐานเสียงใหญ่ของรัฐน่าจะได้รับผลดีที่สุด และยังช่วยลดแรงกดดันเรื่องปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ชะลอปัญหาม็อบ” นายธนิต กล่าว
อย่างไรก็ดี รัฐบาลต้องชั่งน้ำหนักด้วยว่าการใช้นโยบายค่าเงินบาทอ่อนบริหารเศรษฐกิจนั้น ทำให้มีมูลค่านำเข้าเชื้อเพลิงทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น สุดท้ายก็จะไปบวกอยู่ในต้นทุนสินค้า
ด้านนายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า เห็นด้วยที่จะทำให้ค่าเงินบาทอ่อน เพราะจะดีต่อภาคส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก เช่น สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมท่องเที่ยว จะทำให้มีเงินเข้ากระเป๋ามากขึ้น แต่ต้องดูว่า|คุ้มหรือไม่ เนื่องจากไทยนำเข้าน้ำมันสูงมาก จะยิ่งทำให้ไทยเสียเปรียบดุลการค้าเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย
นอกจากนี้ การใช้นโยบายค่าเงินบาทอ่อนเพื่อช่วยเพิ่มความสามารถการแข่งขันให้ผู้ส่งออก เนื่องจากขณะนี้มีสัญญาณว่ายอดการส่งออกของไทยปีนี้จะขยายตัวอยู่ที่ระดับ 10-15% ต่ำกว่าเป้าเดิมที่คาดว่าจะโต 17% และยังเป็นการขยายตัวที่ต่ำกว่าปีก่อนที่มีการขยายตัวสูงถึง 20% หรือคิดเป็นมูลค่า 6 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 70% ของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจประเทศ (จีดีพี)







