
สหรัฐเร่งสอบสวนจีนทุ่มตลาด เล็งใช้วิธีตั้งกำแพงภาษีตอบโต้
สหรัฐเอาจริง เร่งสอบจีนทุ่มตลาด เล็งตั้งกำแพงภาษีเพิ่ม
สหรัฐเอาจริง เร่งสอบจีนทุ่มตลาด เล็งตั้งกำแพงภาษีเพิ่ม
กระทรวงพาณิชย์สหรัฐ เปิดเผยเมื่อวันที่ 23 มี.ค. ว่ากำลังดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีที่ อัลเกย์ บริษัทผู้ผลิตอ่างซิงก์สเตนเลสชื่อดังในสหรัฐ ออกมาร้องเรียนว่า บริษัทผู้ผลิตอ่างซิงก์สเตนเลสของจีน ซึ่งเป็นบริษัทคู่แข่ง ทุ่มตลาดหรือขายสินค้าดังกล่าวในตลาดสหรัฐในราคาต่ำกว่ามูลค่าปกติ
รายงานระบุว่า อัลเกย์ ได้เรียกร้องให้มีการเรียกเก็บอากรมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดของจีนในอัตราระหว่าง 23-77% เพื่อจ่ายเป็นค่าชดเชย โดยก่อนหน้านี้ สหรัฐตั้งกําแพงภาษีเพื่อลงโทษการนำเข้าท่อเหล็ก ดินสอ ผ้าห่มไฟฟ้าจากจีนแล้ว
ทั้งนี้ สหรัฐนำเข้าอ่างซิงก์สเตนเลสจากจีนในปี 2554 รวมมูลค่า 118 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3,540 ล้านบาท) ซึ่งปรับตัวสูงขึ้นจากเมื่อปี 2553 ที่ 98 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2,940 ล้านบาท)
รายงานระบุว่า ในจำนวนสินค้านำเข้าที่สหรัฐเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดเกือบ 300 รายการ คิดเป็นสินค้านำเข้าจากจีนถึง 40 รายการ หรือคิดเป็นสัดส่วนมาก กว่า 1 ใน 3 ของจำนวนสินค้านำเข้าทั้งหมด โดยรัฐบาลภายใต้การควบคุมของประธานาธิบดีบารัก โอบามา ดำเนินการเรียกเก็บภาษีจากจีนอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เมื่อเดือน มิ.ย. 2552
เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์สหรัฐได้หาข้อสรุปเกี่ยวกับการตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากจีน อาทิ ล้อเหล็ก ลวดเหล็ก และสารฟอกขาว ซึ่งจะได้รับการโหวตเห็นชอบจากคณะกรรมการการค้าระหว่างประเทศสหรัฐ ในการประชุมครั้งหน้า
พร้อมกันนี้ กระทรวงยังเตรียมออกมาตรการชั่วคราวในการตอบโต้การทุ่มตลาดของแผงเซลล์แสงอาทิตย์ ซึ่งจีนเป็นผู้ผลิต ภายในสัปดาห์นี้อีกด้วย
ขณะเดียวกันกระทรวงพาณิชย์จีนได้ตั้งภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดในอัตราระหว่าง 16.2-28.8% ต่อกระดาษพิมพ์ภาพและกระดาษลูกฟูก ซึ่งนำเข้าจากสหรัฐ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่นเช่นเดียวกัน โดยนักวิเคราะห์มองว่าความเคลื่อนไหวของจีนดังกล่าว เพื่อตอบโต้ท่าทีของสหรัฐ ที่กำลังดำเนินการตรวจสอบการทุ่มตลาดสินค้านำเข้าของจีนอย่างหนัก
ภายใต้ข้อกำหนดดังกล่าวจะส่งผลให้ อีสต์แมน โกดัก บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์ด้านการถ่ายภาพชื่อดังของสหรัฐ ต้องจ่ายภาษีสูงถึง 19.4% และฟูจิฟิล์ม บริษัทผู้ผลิตฟิล์มถ่ายภาพและกล้องดิจิตอลของญี่ปุ่น ต้องถูกปรับสูงถึง 17.5% ในขณะที่บริษัทผู้ผลิตกระดาษพิมพ์ภาพรายอื่น ทั้งของญี่ปุ่นและสหรัฐอาจต้องถูกปรับสูงถึง 28.8%







