
สั่งลุยถั่วพักหนี้ดีเม.ย.นี้
ทนุศักดิ์เดินหน้าผลักดันเต็มที่เพิ่มแนวทางให้ครม.ปูพิจารณา
ทนุศักดิ์เดินหน้าผลักดันเต็มที่เพิ่มแนวทางให้ครม.ปูพิจารณา
ทนุศักดิ์ออกแรงดันสุดตัว ดีเดย์พักหนี้ลูกหนี้ดีแน่นอนในเดือน เม.ย.นี้
นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลัง ที่ผลักดันโครงการพักหนี้ลูกหนี้ดีรายละไม่เกิน 5 แสนบาทต่อราย เปิดเผยว่า จะมีการหารือกับผู้บริหารธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ เพื่อสรุปหลักเกณฑ์และรูปแบบการดำเนินโครงการพักหนี้ภายในเดือนนี้ เพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ และจะได้เริ่มดำเนินการภายในเดือน เม.ย. 2555
นายทนุศักดิ์ ยืนยันว่า โครงการพักหนี้ยังเป็นนโยบายจำเป็นที่จะต้องเดินหน้าต่อไป เนื่องจากเป็นนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อย แต่การดำเนินการต้องอยู่บนเงื่อนไขว่า จะไม่เป็นภาระทางการเงินกับรัฐบาล
รมช.คลัง กล่าวว่า อาจจะมีการเพิ่มแนวทางการดำเนินโครงการพักหนี้ให้มากขึ้น เพื่อเป็นทางเลือกให้ ครม.พิจารณาตัดสินใจ จากเดิมที่เสนอไว้ 2 แนวทาง คือ 1.การหยุดพักชำระเงินต้นเป็นระยะเวลา 3 ปี และ 2.การลดอัตราดอกเบี้ยลงมาอีก 2% จากอัตราปัจจุบันที่ชำระอยู่เป็นระยะเวลา 3 ปี
“ในส่วนของการลดอัตราดอกเบี้ยเราก็ต้องหาเหตุผลรองรับว่า ทำไมต้องลดลงมาให้ลูกค้าดีที่เข้าร่วมโครงการ 2% เพราะหากลดดอกเบี้ยลงมาน้อยเกินไป จะทำให้ประชาชนที่เข้าข่ายได้รับสิทธิจะผิดหวังกับนโยบายได้” นายทนุศักดิ์ กล่าว
รมช.คลัง กล่าวว่า การพักหนี้แก่ลูกหนี้ดีจะให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่อยู่ในกลุ่มหนี้ครัวเรือนและเกษตรกร ส่วนสินเชื่อบ้าน รถยนต์ และบัตรเครดิต จะไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้
นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รมช.คลัง เปิดเผยว่า หากมีนโยบายให้พักหนี้ลูกหนี้ดีก็พร้อมจะดำเนินการ แต่อาจจะต้องมีการหารือถึงแนวทางการดำเนินการอีกครั้ง เนื่องจากการลดอัตราดอกเบี้ยลง 2% จากอัตราปัจจุบันที่ชำระอยู่เป็นระยะเวลา 3 ปี จะส่งผลกระทบกับผลการดำเนินงานของธนาคารที่เข้าร่วมโครงการ
“โดยส่วนตัว ผมอยากให้แนวทางการลดอัตราดอกเบี้ยน้อยต่ำกว่าระดับ 2% ที่ได้มีการเสนอไว้ เพราะเท่าที่ได้มีการหารือกับบางธนาคารรัฐได้ชี้แจงว่าการลดอัตราดอกเบี้ย 2% จะเป็นภาระที่หนักเกินไป แต่ข้อสรุปจะเป็นอย่างไรคงต้องรอให้ รมว.คลัง เป็นคนพิจารณา” นายวิรุฬ กล่าว
ทั้งนี้ มีรายงานว่า หากดำเนินการพักหนี้ดีด้วยการลดดอกเบี้ยลงมา 2% จะทำให้ธนาคารของรัฐที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมดสูญรายได้รวมกันปีละ 1.5 หมื่นล้านบาท โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กระทบมากที่สุด 8,000 ล้านบาท ธนาคารออมสิน 3,000 ล้านบาท ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) 2,000 ล้านบาท ส่วนการจัดเก็บเงินนำส่ง 0.47% ของฐานเงินฝากนั้นจะทำให้ธนาคารออมสินมีภาระเพิ่ม 8,000 ล้านบาท ธ.ก.ส. 4,000 ล้านบาท และ ธอส. 3,000 ล้านบาท







