
กลุ่มรถยนต์ฟื้นเร็วฟื้นจริง
ช่วงปลายเดือนนี้จะเป็นช่วงเทศกาลมหกรรมยานยนต์ หรือ Motor Show ที่จัดกันเป็นประจำทุกปี แน่นอนหุ้นในกลุ่มยานยนต์มักได้รับความสนใจในช่วงของการจัดงานอย่างน้อยก็ในลักษณะการเก็งกำไรระยะสั้นๆ อย่างไรก็ตามปีนี้ถือว่าพิเศษกว่าทุกปี เพราะเป็นช่วงที่หลายโรงงานเริ่มทยอยกลับมาผลิต หลังจากที่ถูกกระทบจากน้ำท่วมในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ที่สำคัญคือโรงงานฮอนด้า ซึ่งได้รับผลกระทบหนักกว่าค่ายรถอื่นๆ เพราะโรงงานอยู่ในสวนอุตสาหกรรมโรจนะ คาดว่าจะเริ่มกลับมาผลิตได้ภายในสิ้นเดือน มี.ค.นี้ สำหรับปีที่ผ่านมาซึ่งถือว่าเป็นปีที่สาหัสสากรรจ์สำหรับผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ของไทย เพราะได้รับผลกระทบทั้งเหตุการณ์สึนามิในญี่ปุ่นและอุทกภัยในไทย ส่งผลให้กำไรสุทธิของกลุ่มยานยนต์(AH, IHL, SAT, STANLY) ในปี 2554 ที่ผ่านมาทรุดลงเหลือเพียง 571 ล้านบาท ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ลดลงจากปี 2553 ถึง 80% อย่างไรก็ตามการฟื้นตัวในปี 2555 FSS คาดว่ากำไรสุทธิของกลุ่มนี้จะเพิ่มจากปีก่อนถึงกว่า 5 เท่า หรือคิดเป็นเม็ดเงิน 2,934 ล้านบาท ซึ่งดีกว่าปี 2553 ซึ่งเป็นปีที่มีกำไรสูงมาก โดยเฉพาะ SAT และ STANLY ที่ถือว่าฟื้นตัวได้เร็วที่สุด โดยคาดว่ากำไรสุทธิปีนี้จะขยายตัวถึง 108
ช่วงปลายเดือนนี้จะเป็นช่วงเทศกาลมหกรรมยานยนต์ หรือ Motor Show ที่จัดกันเป็นประจำทุกปี แน่นอนหุ้นในกลุ่มยานยนต์มักได้รับความสนใจในช่วงของการจัดงานอย่างน้อยก็ในลักษณะการเก็งกำไรระยะสั้นๆ อย่างไรก็ตามปีนี้ถือว่าพิเศษกว่าทุกปี เพราะเป็นช่วงที่หลายโรงงานเริ่มทยอยกลับมาผลิต หลังจากที่ถูกกระทบจากน้ำท่วมในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ที่สำคัญคือโรงงานฮอนด้า ซึ่งได้รับผลกระทบหนักกว่าค่ายรถอื่นๆ เพราะโรงงานอยู่ในสวนอุตสาหกรรมโรจนะ คาดว่าจะเริ่มกลับมาผลิตได้ภายในสิ้นเดือน มี.ค.นี้ สำหรับปีที่ผ่านมาซึ่งถือว่าเป็นปีที่สาหัสสากรรจ์สำหรับผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ของไทย เพราะได้รับผลกระทบทั้งเหตุการณ์สึนามิในญี่ปุ่นและอุทกภัยในไทย ส่งผลให้กำไรสุทธิของกลุ่มยานยนต์(AH, IHL, SAT, STANLY) ในปี 2554 ที่ผ่านมาทรุดลงเหลือเพียง 571 ล้านบาท ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ลดลงจากปี 2553 ถึง 80% อย่างไรก็ตามการฟื้นตัวในปี 2555 FSS คาดว่ากำไรสุทธิของกลุ่มนี้จะเพิ่มจากปีก่อนถึงกว่า 5 เท่า หรือคิดเป็นเม็ดเงิน 2,934 ล้านบาท ซึ่งดีกว่าปี 2553 ซึ่งเป็นปีที่มีกำไรสูงมาก โดยเฉพาะ SAT และ STANLY ที่ถือว่าฟื้นตัวได้เร็วที่สุด โดยคาดว่ากำไรสุทธิปีนี้จะขยายตัวถึง 108% และ 272% ตามลำดับ
SAT ฟื้นตัวเร็วสุดตั้งแต่ไตรมาสแรก
สำหรับ SAT นั้น แม้ว่าโรงงานจะไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม (โรงงานตั้งอยู่ที่ จ.ปทุมธานี บริเวณโดยรอบโรงงานน้ำท่วม แต่ภายในบริเวณโรงงานไม่ได้รับผลกระทบ) แต่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์หยุดสายการผลิตเพราะมีปัญหาขาดแคลนชิ้นส่วนในการผลิต ส่งผลให้อัตราการใช้กำลังการผลิตในไตรมาส 4 ที่ผ่านมาลดเหลือเพียง 35% ต่ำกว่าจุดคุ้มทุน ส่งผลให้ SAT ขาดทุนสุทธิ 97 ล้านบาท ในไตรมาส 4 และกำไรทั้งปีลดลง 46% เหลือเพียง 408 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์คาดว่าผลการดำเนินงานไตรมาสแรกของ SAT จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติเร็วกว่าบริษัทอื่นในกลุ่ม เพราะฐานลูกค้าส่วนใหญ่ของ SAT คือ มิตซูบิชิและโตโยต้า ไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม รวมถึงยังมีคำสั่งซื้อที่ค้างมาจากช่วงน้ำท่วม ทั้งนี้อัตราการใช้กำลังการผลิตในเดือน ม.ค.-ก.พ. เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 70% มาเป็น 80% และคาดว่าเฉลี่ยทั้งไตรมาสแรกจะอยู่ที่ 75-80% ในเบื้องต้นจึงคาดกำไรไตรมาสแรกนี้จะฟื้นตัวมาอยู่ในระดับประมาณ 150-200 ล้านบาท และคาดว่าทั้งปีจะมีกำไร 850 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 108% จากปีก่อน
STANLY ทยอยฟื้นตัวเช่นกัน
สำหรับ STANLY นั้น โรงงานอยู่ที่ จ.ปทุมธานี บริเวณภายนอกโรงงานน้ำท่วม แต่ภายในโรงงานไม่ได้รับผลกระทบมากนัก แต่บริษัทก็หยุดการผลิตไปประมาณ 1 เดือน ปัจจุบันเครื่องจักรสามารถกลับมาเดินเครื่องได้ในระดับปกติแล้วตั้งแต่เดือน ม.ค.ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามฐานลูกค้าหลักของ STANLY คือโรงงานฮอนด้าที่นิคมฯ โรจนะ (สัดส่วนประมาณ 25% ของรายได้รวม) ได้รับผลกระทบหนักจากน้ำท่วม และคาดว่าจะเริ่มกลับมาผลิตได้ในช่วงปลายเดือน มี.ค.นี้ ส่งผลให้อัตราการใช้กำลังการผลิตในปัจจุบันของ STANLY ยังไม่มากนัก คือประมาณ 60-65% แต่ยังสูงกว่าจุดคุ้มทุน จึงคาดการณ์ในเบื้องต้นว่าในเดือน ม.ค.–มี.ค. ซึ่งเป็นไตรมาส 4 ของ STANLY จะกลับมามีกำไรประมาณ 100 ล้านบาท ส่วนรอบปีบัญชี 2556 (เม.ย. 2555–มี.ค. 2556) คาดว่าจะฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะเมื่อฮอนด้ากลับมาผลิต ซึ่งนักวิเคราะห์ของเราได้คาดว่าบริษัทน่าจะมีกำไรสุทธิ 1,504 ล้านบาท เติบโต 272%
Valuation ยังคงถูก
ดัชนีหุ้นในกลุ่มยานยนต์ปรับขึ้นมา 16% นับตั้งแต่ต้นปี ใกล้เคียงกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ และดีกว่ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และกลุ่มนิคมฯ ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมด้วยกัน ซึ่งถือว่าเหมาะสม เพราะฟื้นตัวได้เร็วกว่า แต่ถึงแม้ราคาหุ้นจะปรับขึ้นมาแล้วก็ยังซื้อขายที่ PE เฉลี่ย 8.3 เท่า PBV 1.7 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่มี PE 10 เท่า และ PBV 2 เท่า และนอกจากกำไรในปีนี้จะฟื้นตัวแล้ว คาดว่ากำไรในปีหน้าก็จะเติบโตต่อเนื่องในอัตรา 18% หุ้นในกลุ่มนี้จึงยังน่าสนใจหลายตัว โดยหุ้นที่ FSS ให้เป็นหุ้นเด่นคือ SAT ราคาพื้นฐานสิ้นปีนี้ 30 บาท และ STANLY ราคาพื้นฐาน 220 บาท







