
พักหนี้รายย่อย
ฝุ่นตลบยังจบไม่ลงกับโครงการพักหนี้รายย่อยของรัฐบาล
โดย...สุรชัย กำพลานนท์วัฒน์
ฝุ่นตลบยังจบไม่ลงกับโครงการพักหนี้รายย่อยของรัฐบาล เสียงวิพากษ์วิจารณ์ยังขรมหูดูจะไม่ค่อยเห็นด้วยกับการพักหนี้ให้ลูกหนี้ดีที่ผ่อนชำระปกติทั้งสูตรพักหนี้เงินต้น 3 ปี และสูตรลดดอกเบี้ย 2%
บ้างก็เกรงว่าลูกหนี้จะเสียนิสัย ผ่อนมาดีๆ ดันไปทำให้เขาเสียวินัย บ้างก็ห่วงแบงก์จะเจ๊งก่อนวัยอันสมควร ข่าวคราวฟุ้งกระจายจากคนหลายวงการ แต่ยังไม่ยักเห็นมีใครไปถามตัวลูกหนี้ที่เป็นคีย์สำคัญของโครงการนี้ว่าเขาคิดเห็นเป็นอย่างไร
จากประสบการณ์อันน้อยนิด ขอร่วมเสนอความคิดเห็นในเรื่องนี้อีกแง่มุม
โครงการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยไม่เกิน 5 แสนบาท เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับคนจนคนรากหญ้าขนานแท้ ลูกหนี้กลุ่มนี้มีจำนวนหลายล้านราย เป็นฐานรากเศรษฐกิจสำคัญของชุมชน แต่ด้วยไซส์เล็ก เสียงไม่ดัง อำนาจต่อรองต่ำ จะทำอะไรจึงไร้ทางเลือก ซึ่งแตกต่างจากพวกรายกลางและรายใหญ่ ต่อรองลดหย่อนง่าย ได้รับการดูแลใกล้ชิด จำนวนรายมีน้อยกว่าแต่ศักยภาพมีมากกว่า สามารถช่วยเหลือดูแลตัวเองได้ ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องสมควรแล้วที่รัฐบาลจะทำโครงการ หรือออกมาตรการให้ความช่วยเหลือให้โอกาสกับลูกหนี้รายย่อยของประเทศนี้อย่างเป็นรูปธรรม
ประเด็นที่ว่า...ลูกหนี้ดีผ่อนตรงไปชงลดหย่อนให้เขาทำไม จะทำให้กลายเป็นหนี้เสียหรือไม่?
คิดแบบนั้นมันก็ไม่แฟร์ ในเมื่อเขาเป็นคนดีมีวินัย เหตุไฉนจึงไม่ดูแลเป็นพิเศษ อะไรที่ลดหย่อนได้ อะไรที่ผ่อนปรนได้ คนดีๆ นี่สิ สมควรจะได้สิทธิประโยชน์ก่อน คนที่ผิดพลาดไปแล้วยังได้รับการดูแล คนที่มีความรับผิดชอบดียิ่งสมควรต้องได้อะไรมากกว่า หากคนดีไม่ได้รับการเหลียวแล ใครล่ะอยากแห่เป็นคนดี
สำหรับประเด็นที่ถกเถียงกัน...
สูตรหนึ่ง...การพักชำระหนี้เงินต้น 3 ปี เรื่องของเรื่องพอไปใช้คำว่าพักชำระหนี้ มันก็เลยถูกมองว่าของดีๆ จะกลายเป็นของเสีย แท้จริงแล้วมันก็คือการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการชำระหนี้ในสัญญาเงินกู้ ซึ่งก็รู้อยู่ว่าทำได้และทำกันปกติ เจ้าหนี้กับลูกหนี้จะแก้กี่ทีก็ทำได้ เรื่องนี้หากพิจารณาฝั่งลูกหนี้ เขาก็แค่มีโอกาสผ่อนหนี้น้อยลง เหลือเงินไปลงทุนหรือใช้จ่ายดำรงชีพมากขึ้น อานิสงส์ตรงนี้จะช่วยเพิ่มกำลังซื้อในตลาด ธุรกิจการค้าได้ประโยชน์ เศรษฐกิจรวมก็ขับเคลื่อน หากพิจารณาฝั่งเจ้าหนี้ แบงก์ทั้งหลายก็ไม่ได้เสียหาย รายได้รายรับจากดอกเบี้ยเหมือนเดิม ต้นเงินก็ยังอยู่ หนี้เสียไม่เพิ่ม แถมไม่ต้องวิ่งหาลูกค้าใหม่มาเสริม นอนฟันดอกเบี้ยเพลินจากลูกค้าชั้นดีที่ทุกแบงก์หวงแหนและอยากให้อยู่นานๆ
ใครที่กลัวว่าลูกหนี้เหล่านี้จะถือโอกาสกลายสภาพเป็นหนี้เสีย ผมมั่นใจว่าเขาเป็นคนดีมีความรับผิดชอบมาตั้งแต่แรก ไม่มีทางตบะแตกแบบนั้นแน่นอน คนดีย่อมเป็นคนดีเสมอ อย่าไปสบประมาทเลย มาตรการนี้เห็นว่าวินวินทุกฝ่าย เป็นการให้โอกาส...คนดี มีรางวัล
สูตรสอง...ลดดอกเบี้ย 2% สำหรับคนดีที่ไม่พักหนี้ มาตรการนี้ก็เช่นกัน มันไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เพราะปกติแต่ละแบงก์ก็มีการใช้กลยุทธ์ลดดอกเบี้ยล่อใจเพื่อเก็บรักษาลูกค้าดีๆ ให้อยู่กับตัวเองนานๆ อยู่แล้ว แต่ส่วนใหญ่จะให้กับลูกค้ารายใหญ่ที่มีอำนาจต่อรองสูงเท่านั้น รายเล็กรายน้อยไม่ค่อยได้โอกาสนี้ มองจากข้อเท็จจริงลูกหนี้รายย่อยจะเสียดอกเบี้ยแพงกว่ารายใหญ่ค่อนข้างมาก แม้จะได้ลดดอกเบี้ยลงอีก 2% ก็เชื่อว่าอัตราที่เหลือไม่ได้ต่ำเท่าไรนัก อย่างไรก็ตาม ถ้าลดเรียบเท่ากันทั้งหน้ากระดาน บางธนาคารอาจกระทบแรง ดังนั้น อาจจำกัดระยะเวลาลดหนี้ และกำหนดช่วงส่วนลดโดยอิงกับผลงานในอดีต ประวัติดีนานเท่าไรก็ได้มากเท่านั้น เป็นการส่งเสริม...คนดี มีรางวัล
มาตรการของรัฐบาลครั้งนี้ ดูกี่ทีก็มีผลดีมากกว่าผลเสีย ทั้งการช่วยเหลือให้โอกาสคนดีที่มักถูกลืม ทั้งการช่วยเพิ่มกำลังซื้อกระตุ้นเศรษฐกิจ ผู้คนฐานรากได้ประโยชน์ คนหมู่มากที่ด้อยโอกาสได้ประโยชน์ สังคมส่วนรวมก็ได้ประโยชน์ แต่เหตุไฉนมาตรการนี้จึงไม่ราบรื่นก็มิอาจทราบได้
ฤๅว่าจะกลายเป็นเรื่องเส้นผมบังภูเขา พอเข้าไปอยู่ในชื่อ...พักหนี้...เรื่องดีๆ เหมือนจะกลายเป็นเรื่องไม่ดี ไม่เป็นมงคล ถ้างั้นลองแยกขาดไม่ไปปะปน ทำเป็นโครงการใหม่ส่งเสริม...คนดี มีรางวัล...
ผมคนหนึ่งพร้อมจะช่วยดันเต็มที่ เพื่อสนับสนุนคนดีในสังคม
ปล.สัปดาห์หน้าติดภารกิจไม่อาจเขียนคอลัมน์ได้ จึงขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ







