
ภารกิจ "วิฑูรย์ เจีนสกุล"ปิดจุดอ่อน บ้านเอื้อฯเวอร์ชั่น 2
ภายหลังพรรคเพื่อไทยกลับมาเป็นรัฐบาลได้มอบหมายภารกิจสำคัญให้กับการเคหะแห่งชาติ
โดย...วราพงษ์ ป่านแก้ว
ภายหลังพรรคเพื่อไทยกลับมาเป็นรัฐบาลได้มอบหมายภารกิจสำคัญให้กับการเคหะแห่งชาติ ด้วยการย้อนอดีตกลับไปสานต่อโครงการบ้านเอื้ออาทรที่พรรคเพื่อไทยต้องการลบรอยแผลที่เคยถูกเปิดให้เห็นถึงความไม่โปร่งใส และเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้การเคหะฯ เกือบเอาตัวไม่รอดจากภาระหนี้ที่สูงถึง 8 หมื่นล้านบาท
การปัดฝุ่นโครงการบ้านเอื้ออาทรขึ้นมาอีกครั้งจึงเหมือนกับการพิสูจน์ให้เห็นว่า นโยบายดังกล่าวเป็นของจริง และรัฐบาลต้องการจะทำให้กับประชาชนอย่างแท้จริง แต่สำหรับการเคหะฯ กลับถูกจับจ้องอีกครั้ง ว่าจะตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองสร้างประชานิยมจนเกิดความเสียหายให้กับองค์กรอีกหรือไม่
วิฑูรย์ เจียสกุล ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ ได้ให้สัมภาษณ์กับโพสต์ทูเดย์ถึงภารกิจสานต่อโครงการบ้านเอื้ออาทร และแผนงานอื่นๆ ที่การเคหะฯ เตรียมจะดำเนินการ
เริ่มต้นที่บ้านเอื้ออาทร ผู้ว่าการการเคหะฯ กล่าวว่า นโยบายบ้านเอื้ออาทรที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์มอบหมายมาให้ดำเนินการอีก 4 แสนหน่วย จะแตกต่างจากบ้านเอื้ออาทรของเดิม โดยพยายามปิดจุดอ่อนที่เคยเป็นปัญหา จากการพูดคุยกันก็มีไอเดียหลายไอเดียที่จะนำมาใช้แก้ปัญหา
หลักการแรกก็คือ บ้านเอื้ออาทรที่จะก่อสร้างครั้งนี้จะต้องเป็นโครงการที่อยู่ในชุมชนเมืองใกล้ระบบคมนาคมเป็นหลัก แม้ว่าที่ดินจะแพงหน่อยก็จะซื้อ เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมา โครงการที่อยู่ในที่ดีๆ ทำมาเท่าไหร่ก็ขายได้หมด แต่ในทางกลับกันโครงการที่ซื้อที่มาถูกอยู่ไกลจากเส้นทางคมนาคมนั้นขายยาก คราวนี้การเคหะฯ จึงไม่กลัวที่จะซื้อที่แพง แต่ก็ต้องมีราคาที่เหมาะสมด้วย
ส่วนจำนวน 4 แสนหน่วยนั้นมากเกินไปหรือไม่ ผู้ว่าวิฑูรย์ แจกแจงว่า จากการสำรวจของการเคหะฯ ความต้องการบ้านของผู้มีรายได้น้อยที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของการเคหะฯ เกิดขึ้นทุกปี ปีละ 2 แสนราย ดังนั้นตัวเลข 4 แสนหน่วยภายใน 5 ปี หรือปีละ 8 หมื่นหน่วย คิดว่าเป็นตัวเลขที่เหมาะสมกับการลงทุน และกำลังความสามารถของการเคหะฯ โดยจะพัฒนาคอนโดมิเนียมเป็นหลัก สูง 5-8 ชั้น ขายในราคา 6 แสนเศษ ผ่อนเดือนละประมาณ 3,800 บาท
สำหรับโครงการเวอร์ชันใหม่นี้จะมีลิฟต์ให้ไม่ว่าตึกจะสูง 5 ชั้น หรือ 8 ชั้น ซึ่งเป็นแนวคิดของ สันติ พร้อมพัฒน์ เพราะเห็นว่าเดี๋ยวลิฟต์ราคาไม่แพงต้นทุนเพิ่มนิดหน่อย แต่เพิ่มความสะดวกให้ผู้อยู่อาศัยไม่ต้องเดินขึ้นลงชั้นสูงๆ สอดคล้องกับข้อมูลในมือของการเคหะฯ ที่พบว่า ห้องที่ขายยากๆ ส่วนใหญ่จะอยู่ชั้นบนสุด เพราะตึกไม่มีลิฟต์คนก็ไม่อยากเดินขึ้นเดินลง ถ้าติดลิฟต์ก็น่าจะขายได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ยังมอบให้การเคหะฯ ไปดูเรื่องการจ้างผู้รับเหมา จากเดิมการเคหะฯ ซื้อที่ดินจากผู้รับเหมาแบบเทิร์นคีย์ แล้วจ่ายค่าก่อสร้างเป็นงวดๆ ไป ปัญหาก็คือ หากผู้รับเหมามีปัญหาทิ้งโครงการไป การเคหะฯ ก็จะมีปัญหาไปด้วย เพราะจ่ายเงินไปเกือบหมดแล้ว ภาระหนี้จึงตกอยู่กับการเคหะฯ
ต่อไปเมื่อซื้อที่ดินมาแล้วให้ผู้รับเหมาสร้างให้เสร็จแล้วค่อยจ่ายเงิน โดยการเคหะฯ ทำการตลาดรอไว้ หาคนมาซื้อ พอโครงการเสร็จก็เอาคนไปใส่ โดยใช้เงินกู้จากธนาคารมาจ่ายให้กับผู้รับเหมา วิธีนี้การเคหะฯ แทบจะไม่มีภาระหนี้เลย ซึ่งจะช่วยปิดจุดอ่อนที่เคยสร้างปัญหาให้กับการเคหะฯ ได้
ส่วนในเรื่องของเงินอุดหนุนซึ่งเสนอไปที่ 1.2 แสนบาทต่อหลังขึ้นอยู่กับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เป็นผู้พิจารณา ก็มีแนวคิดในการอุดหนุนที่แตกต่างก่อน แต่ก็ยังไม่ได้ข้อสรุป ก็คือแทนที่จะอุดหนุนในการก่อสร้าง ก็นำมาอุดหนุนตอนที่โอนแล้ว เป็นการอุดหนุนเพื่อลดภาระให้กับคนซื้อโดยตรง เช่น เป็นเงินอุดหนุนการช่วยผ่อน จะทำให้คนซื้อมีภาระผ่อนไม่สูง และเพิ่มหลักประกันให้กับธนาคารด้วย เป็นต้น
ทั้งหมดทั้งปวงเป็นความพยายามของผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นทางการเคหะฯ และทางกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ที่ต้องการจะปิดจุดอ่อนบ้านเอื้ออาทรให้มีปัญหาน้อยที่สุด
ผู้ว่าการการเคหะฯ กล่าวย้ำด้วยว่า การเคหะฯ มีศักยภาพพอในการสานต่อโครงการบ้านเอื้ออาทร แม้ว่าจะมีภาระหนี้ตกค้างอยู่อีก 4 หมื่นล้านบาท ก็ยังชำระหนี้ได้ล่วงหน้า และมีผลการดำเนินงานที่เป็นบวกมา 3 ปีติดต่อกัน ตั้งแต่ปี 2552-2554 ส่วนปี 2555 ซึ่งเป็นช่วงที่โครงการเก่าเหลือน้อย คาดว่าจะมีกำไรน้อยลง
นอกจากบ้านเอื้ออาทรแล้ว การเคหะฯ ก็ยังมีโครงการที่วางแผนไว้อยู่ตามแผนพลิกฟื้น ก็คือ จะนำโครงการบ้านเอื้ออาทรที่หยุดสร้างไปกับที่ดินของการเคหะฯ เองมาพัฒนาต่อเป็นโครงการในเชิงสังคม สำหรับผู้มีรายได้น้อยจำนวน 90 โครงการ รวม 4 หมื่นหน่วย โดยจะสร้างเป็นเฟสๆ เพื่อลดความเสี่ยง และลดภาระทางการเงิน
โครงการดังกล่าวจะเริ่มได้ในปี 2555 จำนวน 1.5 หมื่นหน่วย มูลค่า 1 หมื่นล้านบาท ส่วนอีกโครงการจะเป็นการพัฒนาในเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นโครงการเพื่อหารายได้นำมาอุดหนุนการดำเนินงานของการเคหะฯ ที่จะเริ่มดำเนินการในปี 2555 อีก 4,000 หน่วย มูลค่ารวม 8,178 ล้านบาท
หากดำเนินงานได้ตามแผน ก็จะช่วยสร้างรายได้ต่อหลังจากหมดโครงการบ้านเอื้ออาทรล็อตแรก 2.8 แสนหน่วย ที่คาดว่าจะปิดโครงการได้อย่างสมบูรณ์ในปี 2556 ซึ่งจะทำให้การเคหะฯ เดินหน้าสานต่อบ้านเอื้ออาทรในเฟสต่อไปได้อย่างมั่นคง
นั่นคือคำยืนยันของผู้ว่าการการเคหะฯ แต่จะไปได้สวยเหมือนที่ตั้งใจไว้หรือไม่ต้องคอยลุ้น คอยติดตามกันต่อไป







