
ค่าจ้าง300แบงก์กลัวเอสเอ็มอีเดี้ยง
สั่งจับตาลูกค้ารายย่อยใกล้ชิด หวั่นหนี้เสียต้นทุนพุ่ง20%
สั่งจับตาลูกค้ารายย่อยใกล้ชิด หวั่นหนี้เสียต้นทุนพุ่ง20%
ธนาคารสั่งจับตาลูกค้าเอสเอ็มอีในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานสูงใกล้ชิด หลังต้นทุนส่อพุ่ง 20% รับการขึ้นค่าจ้าง 300 บาท เม.ย.นี้
นายเวทย์ นุชเจริญ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจขนาดกลาง ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ขณะนี้ธนาคารกำลังเฝ้าติดตามความเสี่ยงของลูกค้าเอสเอ็มอีในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานสูง เช่น กลุ่มธุรกิจโรงแรม ขนส่ง และสิ่งทออย่างใกล้ชิด เนื่องจากจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาท ที่จะมีผลในเดือน เม.ย.นี้
“กลุ่มนี้จะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นทันที 20% แม้ว่าเงินกู้ซอฟต์โลนจากแบงก์ชาติจะเข้ามาช่วยลดต้นทุนทางการเงินเพื่อชดเชยต้นทุนแรงงานได้บางส่วน แต่คงไม่พอ เพราะเราขอไป 2.5 หมื่นล้านบาท แต่ได้มาเพียงหมื่นกว่าล้าน ส่วนที่เหลือหากมีปัญหาธนาคารก็จะเข้าไปช่วย ซึ่งเราให้ทีมลงไปติดตามดูแลลูกค้าแล้ว” นายเวทย์ กล่าว
นายไตรรงค์ บุตรากาศ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า สิ่งที่ลูกค้าเอสเอ็มอีกังวลที่สุดขณะนี้ คือ การปรับขึ้นค่าจ้างในเดือนหน้า เพราะจะทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น 9-17% โดยเฉพาะผู้ประกอบการในภาคอีสานและภาคเหนือที่มีฐานค่าจ้างต่ำกว่าภาคอื่นๆ
นายไตรรงค์ กล่าวด้วยว่า สำหรับวงเงินกู้ซอฟต์โลนที่ธนาคารได้รับจัดสรรมาจาก ธปท.จำนวน 3 หมื่นล้านบาท จะมีการจัดสรรมาเพื่อช่วยเหลือลูกค้าเอสเอ็มอีเป็นวงเงิน 3,000 ล้านบาท
แหล่งข่าวจากธนาคารพาณิชย์ เปิดเผยว่า ช่วงนี้ธนาคารพาณิชย์กำลังเฝ้าติดตามลูกค้าเอสเอ็มอีกลุ่มที่ส่งต่อต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้ยาก เพราะเป็นกลุ่มที่การขึ้นค่าจ้างจะกระทบต่อผลกำไรโดยตรง ทั้งนี้คงต้องติดตามว่ารัฐบาลจะมีการปรับลดภาษีนิติบุคคลเพื่อช่วยชดเชยต้นทุนที่เพิ่มจริงหรือไม่ หากการลดภาษีล่าช้าก็อาจทำให้ธุรกิจประเภทนี้เสียหาย
“ค่าจ้างคิดเป็นต้นทุนของเอสเอ็มอีถึง 20-30% ถ้าค่าจ้างกระโดดขึ้นมาทันที ซึ่งธุรกิจคงรับได้ไม่นาน นอกจากนี้สิ่งที่กังวลคือเรื่องนี้จะทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะธุรกิจต้องส่งผ่านต้นทุนให้ลูกค้า กลุ่มที่ส่งผ่านไม่ได้คงแย่” แหล่งข่าวเปิดเผย







