
มองเศรษฐกิจแบบ 'วิชิต สุรพงษ์ชัย'
ไม่บ่อยนักที่นายธนาคารใหญ่ผู้มากประสบการณ์ผ่านวิกฤตการเงินมาหลายครั้งอย่าง “ดร.วิชิต สุรพงษ์ชัย”
โดย...ทีมข่าวการเงิน
ไม่บ่อยนักที่นายธนาคารใหญ่ผู้มากประสบการณ์ผ่านวิกฤตการเงินมาหลายครั้งอย่าง “ดร.วิชิต สุรพงษ์ชัย” ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จะยอมเปิดปากพูดเรื่องเศรษฐกิจ
ภาวะเศรษฐกิจในขณะนี้มีหลายฝ่ายมีความเป็นห่วงว่า รัฐบาลกำลังดำเนินนโยบายนำประเทศไปสู่ความเสี่ยง และอาจจะสร้างปัญหานำพาประเทศเข้าสู่วิกฤตอีกครั้งในอนาคตนั้น ดร.วิชิต มองว่า เป็นเรื่องยากที่จะมองไกล เพราะโลกเปลี่ยนเร็วมาก ใครที่ติดยึดอยู่กับกรอบเดิมๆ จะลำบาก
การถามว่าเศรษฐกิจดีหรือไม่ดีนั้น จะมองที่จุดไหน หากคิดว่าการส่งออกลดลง เศรษฐกิจโลกไม่ดี เงินไหลเข้าค่าเงินบาทแข็ง เราจะอยู่ได้ยังไง ก็ต้องขอบอกว่า ประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกมากเกินไป คิดเป็นสัดส่วนที่สูงมากเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เมื่อเศรษฐกิจโลกมีปัญหาเราก็แย่ตามไปด้วย
“สิ่งที่รัฐบาลจะต้องทำก็คือ เปลี่ยนสัดส่วนของการส่งออกกับการบริโภคในประเทศเสียใหม่ เพราะเมื่อการส่งออกลดลง การใช้จ่ายในประเทศก็จะเป็นตัวขับเคลื่อนในประเทศได้” ดร.วิชิต กล่าว
ฉะนั้น นโยบายการขึ้นค่าจ้างของรัฐบาลเป็นสิ่งที่จะช่วยกระตุ้นการบริโภคในประเทศ แต่การขึ้นค่าจ้างก็ต้องคู่ไปกับประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นด้วย
เขายกตัวอย่างประเทศจีน ที่เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก แต่การส่งออกลดลงจากเศรษฐกิจโลกหดตัวก็ยังอยู่ได้ เพราะการบริโภคในประเทศมีสัดส่วนสูงมาก
ส่วนสหรัฐนั้น เป็นประเทศที่พิมพ์ธนบัตรได้เอง ไม่ได้เน้นการส่งออกมากนัก เน้นการบริโภคในประเทศ แต่ไม่ได้บริโภคของในประเทศ กลับนำเข้ามาบริโภค ทำให้เกิดปัญหาบริโภคเกินตัว และเป็นปัญหาจนถึงทุกวันนี้
ฉะนั้น ที่จะต้องคำนึงถึงคือ การเพิ่มรายได้ให้ประชาชนแล้ว ก็ควรระวังการบริโภคสินค้านำเข้า ถ้ามากเกินไปก็ไม่ดี
สำหรับประเทศไทย มีข้อดีที่การส่งออกกระจาย ไม่ได้กระจุกอยู่แค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ทำให้ความเสี่ยงลดลง
อย่างไรก็ดี การลดสัดส่วนการส่งออกลงให้เศรษฐกิจเติบโตด้วยปัจจัยการบริโภคในประเทศและการลงทุน เพื่อให้เศรษฐกิจเข้าสู่สมดุล มีแรงต้านทานต่อความเสี่ยงของความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ก็เป็นสิ่งที่ควรจะต้องดำเนินการ
“แต่สัดส่วนที่สมดุลควรจะเป็นเท่าไหร่นั้น ผมไม่รู้ ต้องดูให้เหมาะสม” ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าว
ส่วนปัญหาของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่จะก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนนั้น เห็นว่าเอสเอ็มอีของประเทศไทยต้องแข็งแกร่งกว่านี้ ซึ่งเอสเอ็มอีไทยจะต้องเผชิญทั้งการแข่งขัน ภัยพิบัติ การปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ วัตถุดิบที่มีราคาแพงขึ้น
ตรงกันข้ามกับกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลง แต่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอียุคใหม่จะต้องปรับตัวให้ได้
อย่างไรก็ตาม เอสเอ็มอีไทยก็ถือว่ามีการปรับตัวที่รวดเร็ว ประกอบกับการสนับสนุนของภาครัฐบาลและระบบธนาคารภายในประเทศ ซึ่งก็น่าจะช่วยให้สามารถแข่งขันได้อย่างดีในอนาคต
ส่วนปัจจัยเสี่ยงในต่างประเทศที่มีผลกระทบกับไทยนั้น ก็ไม่สามารถคาดเดาได้ง่ายอีกเช่นกัน เพราะทางสหรัฐที่คิดว่าเศรษฐกิจจะฟื้นก็ยังไม่แน่ สหภาพยุโรปเองก็ยังมีปัญหายืดเยื้อ ซึ่งไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไร







