
มาเลเซียมาแรงธุรกิจโรงพยาบาล
ปัจจุบันเรามักจะพูดกันว่าไทยและสิงคโปร์แย่งชิงกันเพื่อเป็นศูนย์กลางบริหารสุขภาพใหญ่ที่สุดในอาเซียน
โดย...ยุทธศักดิ์ คณาสวัสดิ์
ปัจจุบันเรามักจะพูดกันว่าไทยและสิงคโปร์แย่งชิงกันเพื่อเป็นศูนย์กลางบริหารสุขภาพใหญ่ที่สุดในอาเซียน โดยกรณีของไทยมีโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ที่ได้รับการจัดอันดับว่ายอดเยี่ยมอันดับต้นๆ ของโลก ส่วนสิงคโปร์เดิมมีโรงพยาบาลกลุ่มปาร์คเวย์ ซึ่งนับว่าเป็นเครือข่ายโรงพยาบาลใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และได้รับการยกย่องว่ามีคุณภาพการรักษาพยาบาลเป็นเลิศอันดับต้นๆ ของโลกเช่นเดียวกัน
ขณะที่มาเลเซีย รัฐบาลได้มีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยกระทรวงสาธารณสุขของมาเลเซียได้ก่อตั้งสภาท่องเที่ยวเชิงสุขภาพแห่งมาเลเซีย (Malaysia Healthcare Travel Council - MHTC) ขึ้น อย่างไรก็ตาม ธุรกิจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของมาเลเซียยังตามหลังไทยและสิงคโปร์ โดยในปี 2554 มีชาวต่างประเทศเข้ามารักษาพยาบาลในมาเลเซีย 578,403 คน สร้างรายได้ให้แก่ประเทศ 5,100 ล้านบาท ทั้งนี้ ตลาดสำคัญของมาเลเซีย คือ อินโดนีเซีย โดยส่วนใหญ่จะมารักษาพยาบาลที่เกาะปีนังมากที่สุด โดยทั่วไปจะมารักษาโรคเฉพาะทาง เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคข้อและกระดูก การตั้งครรภ์โดยวิธีเด็กหลอดแก้ว สำหรับในระยะหลังเริ่มมีการใช้บริการในด้านอื่นๆ เพิ่มมากขึ้น เช่น ศัลยกรรมความงาม การทำฟัน ฯลฯ
แต่ปัจจุบันสถานการณ์ได้เปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก มาเลเซียกำลังมาแรงในธุรกิจด้านนี้ โดยเฉพาะบริษัท Integrated Healthcare Holdings Sdn Bhd (IHH) ของมาเลเซีย เติบโตอย่างรวดเร็วมากจากการไปซื้อหุ้นในโรงพยาบาลเอกชนต่างๆ เป็นต้นว่า จ่ายเงินมากถึง 8.5 หมื่นล้านบาท เพื่อซื้อหุ้นทั้งหมดบริษัท ปาร์คเวย์ ของสิงคโปร์ เมื่อปี 2553
จากนั้นเมื่อเดือน ม.ค. 2555 บริษัท IHH จ่ายเงินเพิ่มเติมอีก 3.66 หมื่นล้านบาท ทั้งในรูปเงินสดและหุ้น เพื่อซื้อหุ้น 75% ในบริษัท Acibadem Group ของตุรกี ซึ่งเป็นเจ้าของโรงพยาบาล 13 แห่ง และคลินิก 9 แห่งในตุรกี และโรงพยาบาลอีก 1 แห่ง ในประเทศมาซิโดเนีย ทำให้ปัจจุบันกลายเป็นเครือข่ายโรงพยาบาลเอกชนใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และหากไม่รวมโรงพยาบาลเอกชนในสหรัฐแล้ว นับว่ามีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก
สำหรับบริษัท IHH มีผู้ถือหุ้นใหญ่ คือ กองทุน Khazanah ของรัฐบาลมาเลเซีย 62.1% บริษัท มิตซุย ของญี่ปุ่น 26.6% นาย Mehmet Ali Aydinlar 4.2% และบริษัท Abraaj Capital ของดูไบ 7.1% เป็นเจ้าของเครือข่ายโรงพยาบาลมากมายในหลายประเทศ ครอบคลุมทั้งในอาเซียน อินเดีย ยุโรปตะวันออก และตะวันออกกลาง มีจำนวนเตียงรวมกันมากถึง 12,312 เตียง นอกจากนี้ยังกำลังขยายเครือข่ายเพิ่มเติมในอนาคต โดยอยู่ระหว่างกำลังก่อสร้างโรงพยาบาล 1 แห่งในประเทศจีน คือ Shanghai International Medical Centre กำหนดเปิดดำเนินการปี 2557 และกำลังก่อสร้างโรงพยาบาล 1 แห่งในเวียดนาม คือ City International Hospital ที่นครโฮจิมินห์ กำหนดเปิดดำเนินการปี 2556
หากเปรียบเทียบกับกลุ่มโรงพยาบาลเอกชนในไทยแล้ว บริษัท IHH นับว่ามีเครือข่ายใหญ่กว่ามาก โดยเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ ซึ่งนับว่าเป็นกลุ่มธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของไทย ปัจจุบันมีโรงพยาบาลในเครือแบรนด์ต่างๆ เช่น โรงพยาบาลกรุงเทพ สมิติเวช บีเอ็นเอช พญาไท เปาโล ฯลฯ รวมถึงโรงพยาบาลนอกประเทศ 2 แห่งในกัมพูชา จำนวนเตียงรวมกัน 4,839 เตียง ขณะที่โรงพยาบาลรัฐบาลใหญ่ที่สุดของไทย คือ ศิริราช จำนวนเตียงทั้งสิ้น 2,221 เตียง รวมโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ที่เพิ่งเปิดดำเนินการอีก 344 เตียง เป็น 2,565 เตียงเท่านั้น เปรียบเทียบกับบริษัท IHH มากถึง 12,312 เตียง
นอกจากพัฒนาเครือข่ายโรงพยาบาลขนาดยักษ์แล้ว มาเลเซียยังมุ่งเน้นพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์คุณภาพระดับโลก โดยจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ Perdana University Graduate School of Medicine ขึ้น โดยเปิดสอนหลักสูตรแพทยศาสตร์ที่ดำเนินการร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ ซึ่งเป็นสถานศึกษาด้านแพทยศาสตร์ชื่อเสียงก้องโลกของสหรัฐ และมหาวิทยาลัยเปอร์ดานาของมาเลเซีย โดยมี นพ.Charles M. Wiener ซึ่งเป็นอาจารย์คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ ดำรงตำแหน่งเป็นคณบดี กำหนดลงทุนในโครงการนี้เป็นเงินมากถึง 2.4 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วยอาคารคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลขนาด 600 เตียง และศูนย์วิจัยทางการแพทย์ชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
การรุกคืบของมาเลเซียนับว่าเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามอง โดยเฉพาะในอนาคตหากมีการเปิดเสรีการลงทุนในธุรกิจสถานพยาบาลตามข้อตกลงประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนแล้ว ก็เป็นไปได้ว่าบริษัท IHH จะรุกคืบเข้ามาซื้อโรงพยาบาลจำนวนมากในประเทศไทยเข้าไปอยู่ในเครือข่ายของตนเอง







