
เริ่มมีกำไรตั้งแต่ปีนี้"ดิ เอราวัณ กรุ๊ป"
แผน 5 ปี (2554-2558) ของบริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป (ERW)
แผน 5 ปี (2554-2558) ของบริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป (ERW) เกิดขึ้นควบคู่กับโครงสร้างการบริหารงานใหม่ที่มี “กมลวรรณ วิปุลากร” รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายบริหารเงินและเทคโนโลยีสารสนเทศและประธานเจ้าหน้าที่การเงิน ขึ้นมาเป็นกรรมการผู้จัดการ ภายใต้ “กษมา บุณยคุปต์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเมื่อเดือน ก.ค. 2554
แผน 5 ปีที่ว่านี้ ERW มุ่งบุกขยายงานและสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นมากขึ้น ERW ตั้งงบลงทุน 8,000 ล้านบาท เพื่อสร้างและซื้อโรงแรมสานฝันเป็นผู้นำในธุรกิจโรงแรม ในช่วงจังหวะเดียวกับที่การท่องเที่ยวฟื้นตัวจากวิกฤตการเมืองและวิกฤตน้ำท่วมที่ส่งผลให้บริษัทขาดทุนในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา พร้อมกับการขายสินทรัพย์ให้กองทุนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น
ปีนี้ ERW วาดฝันจะไม่มีขาดทุนจากผลการดำเนินงานอีกต่อไป เนื่องมาจากธุรกิจโรงแรมระดับ 3-4 ดาว พร้อมที่จะรุก และการฟื้นตัวของธุรกิจ 5 ดาว รับกับการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว และยังจะมีการขายโรงแรมในต่างจังหวัดเข้ากองทุนอสังหาริมทรัพย์อีก 1 แห่ง มูลค่า 1,000 ล้านบาท
สิ้นปี 2554 ที่ผ่านมา แม้ว่าคิดจากผลการดำเนินงานของบริษัท ยังมีผลขาดทุนสุทธิอยู่ 177 ล้านบาท แต่การที่บริษัทตัดสินใจขายอาคารเพลินจิตเซ็นเตอร์เข้ากองทุนอสังหาริมทรัพย์ ส่งผลให้ยังมีกำไรสุทธิ 491 ล้านบาท
รายได้ ERW ปี 2554 ที่ 4,487 ล้านบาท ส่วนใหญ่ 60-65% มาจากโรงแรม 5 ดาวในกรุงเทพฯ ทั้งโรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ และโรงแรมเจดับบลิว แมริออท
แต่ 4 ปีที่เหลือ คาดว่ารายได้ส่วนนี้จะเหลือ 50% ขณะที่รายได้จากโรงแรม 4 ดาว และ 3 ดาว จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มธุรกิจโรงแรมสดใสนับตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไปจนถึงปี 2558 ทำให้บริษัทแห่งนี้มีความหวังจะเติบโตไปตามการท่องเที่ยว เนื่องจากโรงแรมเดอะ นาคา ไอส์แลนด์ เอ ลักซ์ชัวรี่ คอลเลคชั่น รีสอร์ท แอนด์ สปา ภูเก็ต มีกำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อมราคา (อีบิตดา) ในปีนี้ จากปีก่อนที่ขาดทุนก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อมราคาจะไม่ฉุดผลการดำเนินงานบริษัทอีกต่อไป ภายใต้การฟื้นตัวของโรงแรม 5 ดาวในกรุงเทพฯ ที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วม และกำไรจากธุรกิจ 3 ดาว และ 4 ดาวที่ดีขึ้นต่อเนื่อง
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวในประเทศจะเพิ่มขึ้นจาก 18.8 ล้านคนในปีก่อน เป็น 30 ล้านคน ดังนั้นบริษัทจึงจะขยายโรงแรมเพิ่มเป็น17 แห่ง ในปี 2558 จากปัจจุบัน 14 แห่ง ทั้งนี้โรงแรมใหม่จะเน้นโรงแรมระดับ 3 ดาว และ 4 ดาว ที่คาดว่าจะได้รับความนิยมสูงจากนักท่องเที่ยวกลุ่มริช หรือรัสเซีย อินเดีย และจีน ที่เป็นกลุ่มเศรษฐกิจเติบโตสูง
สำหรับปีนี้คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามา 20.5 ล้านคน จังหวะเดียวกับที่ช่วงปลายปีบริษัทจะเปิดโรงแรมใหม่เพิ่มอีกส 2 แห่งที่สยาม ทั้งโรงแรมเมอร์เคียว และไอบิส สยาม
ปี 2555 “กมลวรรณ” ยืนยันว่า ผลการดำเนินงานของบริษัทจะมีกำไร ทั้งนี้เนื่องมาจากโรงแรมเดอะ นาคา ไอส์แลนด์ เอ ลักซ์ชัวรี่ คอลเลคชั่น รีสอร์ท แอนด์ สปา ภูเก็ต (เดิมคือโรงแรมซิกเซ้นส์ แซงชัวรี่ ภูเก็ต) ที่เริ่มให้บริการตั้งแต่เดือน พ.ย. 2554 จะไม่มีผลขาดทุนฉุดผลการดำเนินงานของกลุ่มอีกต่อไป และเริ่มมีกำไรสุทธิปี 2556 กว่า 2 เดือนแรกปีนี้ โรงแรมนี้มีอัตราการเข้าพักเพิ่มขึ้นจากเดิม 1 เท่า
แผน 5 ปีของบริษัทที่เหลืออีก 4 ปี ERW ตั้งเป้าหมายรายได้เติบโต 17% ต่อปี อัตราการเข้าพัก 80% โดย 2 เดือนแรกปีนี้มีอัตราการเข้าพัก 80% เทียบทั้งปี 2554 ที่มีอัตราเข้าพัก 76% และกำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อมราคาเติบโตปีละ 20%
นอกจากนั้น ยังมีรายได้จากการขายสินทรัพย์ทุกปี และสัดส่วนหนี้สินต่อทุนลดจาก 1.7 เท่า ปัจจุบันเหลือ 1.4 เท่า ในปี 2558
“กมลวรรณ” กล่าวว่า ปีนี้บริษัทตั้งงบลงทุน 1,300-1,700 ล้านบาท เพื่อหาซื้อที่ดินเพิ่มเช่นเดียวกับปี 2556
เงินลงทุนในปีนี้นอกจากการซื้อที่ดินเพิ่มแล้ว ยังใช้สำหรับการปรับปรุงโรงแรมเดิม ทั้งห้องพักโรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ ห้องประชุม และห้องจัดเลี้ยง และขยายโรงแรมเมอร์เคียว และไอบิสที่สยาม ที่จะเปิดตัวในปีนี้ ขณะที่เริ่มก่อสร้าง 2 โรงแรมที่พัทยาและกระบี่ โดยที่กระบี่ โรงแรมไอบิสจะเริ่มก่อสร้างปลายปีนี้ และมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2556 ทั้งนี้คาดว่าปีนี้อัตราค่าห้องพักโรงแรมในเครือเอราวัณจะเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 5%
นอกจากนั้น ในแผน 4 ปีที่เหลือจะรุกขยายโรงแรมในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งลาว เวียดนาม กัมพูชา และพม่า โดยอยู่ระหว่างการศึกษาในการที่ประเทศไทยจะเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียน ซึ่งจะเกิดขึ้นในปี 2558
ERW เป็นบริษัทลงทุนในธุรกิจโรงแรมที่ประสบความสำเร็จจากการขยายธุรกิจที่มีอยู่ 2 โรงแรม ช่วง 6 ปีก่อน ก่อนที่จะกระจายความเสี่ยงมาเป็น 14 โรงแรม 3,553 ห้องพักในปัจจุบัน และสามารถขยายลูกค้าจากลูกค้าระดับบน กระจายเป็นลูกค้าทุกระดับในแบรนด์ระดับบนที่เป็นที่รู้จักดีในแบรนด์แกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ โรงแรมเจดับบลิว แมริออท กรุงเทพฯ โรงแรมเรเนซองส์ เกาะสมุย รีสอร์ท แอนด์ สปา โรงแรมเดอะ นาคา ไอส์แลนด์ เอ ลักซ์ชัวรี่ คอลเลคชั่น รีสอร์ท แอนด์ สปา ภูเก็ต
โรงแรมที่เน้นลูกค้าระดับกลาง คือ คอร์ทยาร์ดโดยแมริออท กรุงเทพ ฮอลิเดย์ อินน์ พัทยา และโรงแรมชั้นประหยัดภายใต้แบรนด์ไอบิส ที่กระจายตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ นอกเหนือไปจากภาคเหนือและภาคอีสาน
4 ปีนับตั้งแต่ปีนี้ ERW จะเน้นดูแลโรงแรมที่มีอยู่ และขยายโรงแรมให้มีประสิทธิภาพในการให้บริการมากขึ้น
“ปัจจุบันเราเป็นผู้นำธุรกิจโรงแรมชั้นประหยัดแล้ว โดยโรงแรมไอบิสมีทั้งหมด 8 แห่ง และกำลังจะเพิ่มเป็น 9 แห่งปีนี้”
ทั้งนี้ ตามแผน 5 ปี ERW ต้องมีโรงแรมเพิ่มเป็น 20 โรงแรม ห้องพัก 5,000 ห้อง โดยปีนี้คาดว่าจะเพิ่มเป็นประมาณ 4,000 ห้อง







