posttoday
มั่นใจเฟดงดดอกเบี้ย 0-0.25%

มั่นใจเฟดงดดอกเบี้ย 0-0.25%

12 มีนาคม 2555

ในวันที่ 13 มี.ค. 2555 คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน

ในวันที่ 13 มี.ค. 2555 คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (Federal Open Market Committee : FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด จะมีการประชุมรอบที่สองของปี 2555 เพื่อตัดสินใจนโยบายการเงิน ซึ่งคาดว่าเฟดจะมีมติคงอัตราดอกเบี้ย Fed Funds ไว้ที่ 0-0.25%

นอกจากนี้ ยังคาดว่ายังคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำต่อเนื่องจนถึงปลายปี 2557 โดยเฟดคงทำการซื้อตราสารเพื่อกดอัตราดอกเบี้ยระยะยาวภายใต้ Operation Twist วงเงิน 4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ตามแผนที่วางไว้ และการเข้าซื้อตราสารด้วยเงินที่ได้จากการครบกำหนดของตราสารที่เฟดได้ลงทุนไปในช่วงก่อนหน้า เพื่อรักษาขนาดงบดุลและทำให้สภาวะในตลาดเงินไม่เป็นอุปสรรคสำหรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ

ขณะเดียวกัน โอกาสที่เฟดจะผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติม โดยเฉพาะหากเครื่องชี้เศรษฐกิจสหรัฐยังสามารถประคองอัตราการขยายตัวในระดับปานกลางเช่นปัจจุบันต่อเนื่องไปได้ในช่วงปี 2555 แม้เครื่องชี้เศรษฐกิจแสดงสัญญาณฟื้นตัว แต่นโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำยังจำเป็นสำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ต้องยอมรับว่า ในระยะที่ผ่านมาเครื่องชี้เศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐสะท้อนการฟื้นตัวอย่างมีเสถียรภาพมากขึ้น เห็นได้จากจีดีพีไตรมาส 4/2554 (ประกาศครั้งที่สอง) ที่ขยายตัว 3% เทียบกับการขยายตัว 1.8% ในไตรมาสก่อน ด้านดัชนีภาคการผลิต และองค์ประกอบด้านคำสั่งซื้อใหม่ ก็ยังคงมีระดับมากกว่า 50 ในเดือน ก.พ. 2555 ซึ่งบ่งชี้ถึงภาวะการขยายตัว

ส่วนตลาดแรงงานก็ให้ภาพการฟื้นตัวสอดคล้องกัน โดยการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ยอดขอรับสวัสดิการว่างงาน มีทิศทางปรับลดลง เช่นเดียวกับอัตราการว่างงานที่ลดลงสู่ 8.5% ต่ำสุดในรอบกว่า 2 ปี สำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์ สัญญาณการฟื้นตัวเริ่มปรากฏ แม้ยังเกิดขึ้นได้อย่างเชื่องช้า

มั่นใจเฟดงดดอกเบี้ย 0-0.25%

 

อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจสหรัฐยังคงมีความเปราะบางอยู่มาก เนื่องจากยังคงมีคนตกงานโดยเฉพาะผู้ที่ว่างงานเป็นเวลานานอยู่อีกมาก และคงต้องใช้เวลาอีกระยะกว่าที่ตลาดแรงงานจะกลับสู่ระดับปกติ (ซึ่งในทัศนะของเฟด อัตราการว่างงานในภาวะปกติควรจะอยู่ที่ระดับ 5.26%) รวมทั้งยังมีความอ่อนไหวต่อปัจจัยภายนอกประเทศ โดยเฉพาะวิกฤตหนี้ในยุโรป และการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมัน

มองไปในระยะข้างหน้า ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่ายังมีประเด็นความเสี่ยงสำคัญที่อาจมีผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ โดยเฉพาะวิกฤตหนี้ในยุโรป ที่หากมีพัฒนาการในเชิงลบกว่าที่คาดไว้ เฟดก็คงจะรอดูมาตรการในฝั่งของยุโรป ตลอดจนการดำเนินการของธนาคารกลางยุโรป ก่อนที่จะมีการดำเนินการใดๆ หากมองว่าความเสี่ยงในยุโรปอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐ รวมถึงภาคธนาคารในสหรัฐ อย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ การปรับตัวสูงของราคาน้ำมัน เป็นอีกประเด็นที่ต้องติดตาม โดยหากข้อพิพาทระหว่างอิหร่านและอิสราเอลกับชาติตะวันตกบานปลายจนไปสู่การใช้กำลังทางทหารในตะวันออกกลาง ก็คงจะส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อเศรษฐกิจและเงินเฟ้อให้เผชิญกับภาวะ Stagflation (เศรษฐกิจตกต่ำ เงินเฟ้อสูง) ทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่สหรัฐ ผ่านการพุ่งขึ้นเป็นเท่าตัวของราคาน้ำมัน ซึ่งภายใต้ภาวะดังกล่าวอาจกดดันให้เฟดจำเป็นต้องพิจารณาปรับเปลี่ยนหรือหาทางออก (Exit) จากมาตรการผ่อนคลายอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ความเป็นไปได้ที่จะเกิดเหตุการณ์นี้ยังอยู่ในระดับต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีนี้ที่จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งทุกฝ่ายน่าจะพยายามทุกวิถีทางที่จะใช้วิธีทางการทูตในการแก้ไขปัญหาอย่างสันติ

โดยสรุป ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า เฟดจะยังคงจุดยืนในการดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายอย่างมากต่อไปในการประชุมรอบที่สองของปีในวันที่ 13 มี.ค. 2555 ทั้งการคงอัตราดอกเบี้ย Fed Funds ไว้ที่ 00.25% และให้คำมั่นที่จะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำจนถึงกลางปี 2557 ตลอดจนการดำเนินโครงการซื้อพันธบัตรระยะยาวภายใต้ Operation Twist และการซื้อตราสารด้วยเงินที่ได้รับจากการครบกำหนดของตราสารที่เคยลงทุน เพื่อรักษาขนาดงบดุลและกดอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจสหรัฐ

ทั้งนี้ แถลงการณ์ของเฟดน่าจะมีมุมมองเชิงบวกต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และเฟดจะยังคงมีท่าทีที่ระมัดระวัง ท่ามกลางความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจสหรัฐที่ยังมีอยู่มาก ซึ่งก็คงทำให้เฟดจะยังคงจุดยืนนโยบายการเงินผ่อนคลายดังกล่าวต่อเนื่องต่อไป ภายใต้มุมมองที่ประเมินว่า ทางการยุโรปน่าจะประคับประคองสถานการณ์ต่างๆ และป้องกันไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายลง

ในขณะที่การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันน่าจะเป็นปัจจัยชั่วคราวที่กระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐ โดยโอกาสที่ราคาน้ำมันจะปรับตัวขึ้นแรงน่าจะอยู่ในขอบเขตที่จำกัด ภายใต้สมมติฐานที่ว่า การใช้กำลังทางทหารระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลไม่น่าจะเกิดขึ้น อย่างน้อยก็ภายในปีนี้

ทั้งนี้ เฟดยังคงไม่น่าจะมีการส่งสัญญาณการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม หรือ QE3 ในการประชุมครั้งนี้เช่นกัน โดยเฟดคงจะใช้ความพยายามในการดำเนินนโยบายต่างๆ ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อปริมาณเงินในระบบเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการคาดการณ์เงินเฟ้อหรือสร้างแรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันปรับตัวอยู่ในระดับสูง ตลอดจนเพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างความสับสนให้แก่ตลาด

สำหรับนโยบายการเงินของไทย ทางการไทยคงจะให้ความสำคัญกับความเสี่ยงด้านการขยายตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงของการทยอยฟื้นตัวหลังได้รับผลกระทบจากปัญหาอุทกภัย ตลอดจนความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่อาจเผชิญกับแรงกดดันในระยะข้างหน้า จากราคาพลังงานโลกและการปรับขึ้นของต้นทุนการผลิต พร้อมจับตาสถานการณ์แวดล้อมทั้งในและต่างประเทศอย่างใกล้ชิด ก่อนที่จะตัดสินใจดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมต่อไป

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน