
เงินบาทพัวพันต่อ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์แนวโน้มค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้
โดย...ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์แนวโน้มค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ (12-16 มี.ค.) ว่า อาจจะเคลื่อนไหวในกรอบ 30.3030.70 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยคงต้องจับตาการตอบรับของตลาดต่อผลการตัดสินของ ISDA ที่มีต่อกระบวนการแลกเปลี่ยนพันธบัตรของกรีซ การประชุมรัฐมนตรีคลังยูโรโซน และผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันที่ 13 มี.ค.นี้
ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ ที่สำคัญในระหว่างสัปดาห์ ได้แก่ ผลสำรวจแนวโน้มธุรกิจของเฟดสาขาฟิลาเดลเฟีย ผลสำรวจภาคการผลิตของเฟดสาขานิวยอร์ก ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (เบื้องต้น) เดือน มี.ค. ยอดค้าปลีก ดัชนีราคาผู้บริโภค-ผู้ผลิต การผลิตภาคอุตสาหกรรม งบประมาณของรัฐบาลกลางเดือน ก.พ. ข้อมูลเงินทุนไหลเข้าสุทธิสู่ตลาดการเงินสหรัฐ เดือน ม.ค. ดุลบัญชีเดินสะพัดประจำไตรมาส 4/2554 และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
ทั้งนี้ ค่าเงินบาท (Onshore) ยังคงผันผวน โดยเงินบาทอ่อนค่าในช่วงแรกท่ามกลางความกังวลของตลาดก่อนที่จะรู้ผลของการแลกเปลี่ยนพันธบัตรของรัฐบาลกรีซกับกลุ่มเจ้าหนี้เอกชน (PSI) ขณะที่แนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ก็เป็นปัจจัยที่กระตุ้นแรงขายสินทรัพย์เสี่ยงด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม เงินบาทกลับมาแข็งค่าขึ้นอีกครั้งในช่วงต่อมา ตามแรงซื้อสินทรัพย์เสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากความคาดหวังต่อการบรรลุข้อตกลงสวอปพันธบัตรของกรีซ อนึ่ง เงินบาทลดช่วงบวกลงในช่วงท้ายสัปดาห์ เนื่องจากตลาดกลับมากังวลว่ากระบวนการแลกพันธบัตรของกรีซครั้งนี้ อาจถูกจัดเข้าเป็นเหตุการณ์ที่มีผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ ในวันศุกร์ (9 มี.ค.) เงินบาทอยู่ที่ระดับ 30.59 เทียบกับระดับ 30.55 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (2 มี.ค.)
ส่วนตลาดเงินและตราสารหนี้ อัตราดอกเบี้ยตลาดเงินระยะสั้น อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นค่อนข้างทรงตัว โดยธนาคารพาณิชย์มีการปิดสำรองสภาพคล่องรายปักษ์ในวันอังคารและเข้าสู่ปักษ์ใหม่ในวันพุธ รวมทั้งมีการตัดจ่ายเงินภาษีหัก ณ ที่จ่ายผ่านระบบธนาคาร โดยอัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์ประเภทกู้ยืมข้ามคืน (Overnight) มีระดับหนาแน่นที่ 2.90% ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อน ส่วนอัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยที่ประมูลได้ของธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรแบบทวิภาคี (Bilateral Repo) ระยะเวลาไม่เกิน 14 วัน ทรงตัวที่ 2.99892-3.00% เทียบกับระดับ 3.00% ในสัปดาห์ก่อน
ด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย ประเภทอายุ 5 ปี ปิดที่ระดับ 3.39% ในวันศุกร์ ค่อนข้างทรงตัวเมื่อเทียบกับ 3.38% ในสัปดาห์ก่อน โดยมีแรงซื้อสลับกับแรงขายพันธบัตรทำกำไรในสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับปริมาณการเสนอขายพันธบัตรรัฐบาลที่อาจเพิ่มขึ้น ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ ประเภทอายุ 10 ปี ปิดที่ระดับ 2.01% ในวันพฤหัสบดี เพิ่มขึ้นจาก 1.97% ในสัปดาห์ก่อน จากการรายงานดัชนีภาคการบริการสหรัฐที่แข็งแกร่ง อัตราผลตอบแทนปรับลงในวันอังคาร ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจจีน และประเด็นหนี้กรีซ ก่อนที่จะปรับตัวขึ้นในช่วงกลางถึงปลายสัปดาห์ จากข้อมูลการจ้างงานสหรัฐที่สดใส และมุมมองเชิงบวกว่ากรีซจะประสบความสำเร็จในการแลกเปลี่ยนหนี้
ส่วนค่าเงินยูโรแข็งค่าเล็กน้อยและขยับขึ้นช่วงสั้นๆ ต้นสัปดาห์ท่ามกลางแรงขายทำกำไรเงินเหรียญสหรัฐ ก่อนจะกลับมาอ่อนค่าลงอีกครั้งหลังจีนประกาศปรับลดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน และความกังวลต่อผล PSI กระตุ้นให้มีแรงขายเงินยูโรออกมา แต่ยูโรดีดกลับมาแข็งค่าขึ้นตามความหวังต่อการบรรลุผลการสวอปหนี้ของกรีซ ที่ระบุถึงการพิจารณาเข้าซื้อพันธบัตรรอบใหม่ของเฟด ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อค่าเงินเหรียญสหรัฐ ช่วงท้ายสัปดาห์ เนื่องจากมีความกังวลว่ากระบวนการแลกพันธบัตรของกรีซครั้งนี้ อาจถูกจัดเข้าเป็นเหตุการณ์ที่มีผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ ซึ่งอาจจะเข้าเกณฑ์ให้ต้องมีการจ่ายเงินตามสัญญาตราสารประกันความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับค่าเงินเยนผันผวน โดยแข็งค่าขึ้นในช่วงต้น-กลางสัปดาห์จากแรงซื้อคืนของนักลงทุน ท่ามกลางความกังวลต่อทิศทางเศรษฐกิจจีนและยุโรป อย่างไรก็ตาม เงินเยนอ่อนค่ากลับมาในช่วงท้ายสัปดาห์ หลังดุลบัญชีเดินสะพัดของญี่ปุ่นบันทึกยอดขาดดุลสูงเป็นประวัติการณ์ในเดือน ม.ค.
ในวันศุกร์ (9 มี.ค.) เงินยูโรอยู่ที่ 1.3228 เทียบกับระดับ 1.3201 เหรียญสหรัฐ ต่อยูโรในวันศุกร์ก่อนหน้า (2 มี.ค.) ส่วนเงินเยนอยู่ที่ 81.83 เทียบกับ 81.79 เยนต่อเหรียญสหรัฐ ในวันศุกร์ก่อนหน้า
ส่วนภาวะตลาดหุ้นไทย ดัชนี SET ปรับลดลง จากแรงขายทำกำไร หลังทางการจีนปรับลดเป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้ลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 8 ปีที่ 7.5% โดยดัชนีปิดที่ระดับ 1,158.71 จุด ลดลง 0.55% จากสัปดาห์ก่อน นักลงทุนต่างชาติ บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ และนักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิ ขณะที่นักลงทุนสถาบันขายสุทธิ ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 290.17 จุด ลดลง 1.71% จากสัปดาห์ก่อน
สำหรับแนวโน้มสัปดาห์นี้ (12-16 มี.ค.) มองว่า ดัชนีอาจแกว่งตัวผันผวน มีโอกาสปรับตัวลงจากแรงขายทำกำไร หลังการแก้ไขปัญหาหนี้กรีซมีความชัดเจนขึ้น และต้องติดตามการประชุมนโยบายการเงินของเฟดและการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่สำคัญ







