
ค่ายรถหรู แห่เปิดตัว
เบนซ์-บีเอ็มฯ-วอลโว่ เปิดตัวรถรุ่นใหม่ เขย่ากระเป๋าสตางค์เศรรษฐี
คึกคักกันตั้งแต่ต้นปีแล้ว สำหรับตลาดรถยนต์เมืองไทย เมื่อรถยนต์ระดับหรูที่ประกาศเปิดตัวกันไม่ใช่น้อย ทั้งบีเอ็มฯ ซีรีส์ 3 ใหม่ มอร์เซเดส-เบนซ์ ML ใหม่ วอลโว่ V60
มาดูกันเลยดีกว่า เริ่มตั้งแต่ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประกาศแล้วว่า จะเปิดตัว เมอร์เซเดส-เบนซ์ M-Class รุ่น ML
250 CDI Blue EFFICIENCY 4MATIC โฉมใหม่ แน่ๆ ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ในช่วงสิ้นเดือน มี.ค.นี้ ซึ่งถือว่าเป็นการเปิดตัวครั้งแรกในอาเซียนเลยทีเดียว
The new M-Class ถือเป็นสุดยอดยนตรกรรมออฟโรด สไตล์สปอร์ตขนาด 5 ที่นั่งของเมอร์เซเดส-เบนซ์ รุ่นที่ 3 ในตระกูล M ที่เน้นเจาะกลุ่มครอบครัว ที่ต้องการใช้รถยนต์อเนกประสงค์ ซึ่งรวมกันระหว่างรถซาลูนสำหรับการขับขี่ทั่วไป เข้ากับการ
ขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบออฟโรดได้อย่างลงตัว
M-Class 250 CDI นี้ใช้เครื่องยนต์ดีเซล แถวเรียง 4 สูบ เทอร์โบพร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ ขนาด 2143 ซีซี 204 แรงม้าที่ 4,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุดที่ 500 นิวตันเมตรที่ 1,600–1,800 รอบ/นาที เห็นรถตัวใหญ่ๆ อย่างนี้สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100กม./ชม. ภายในระยะเวลา 9 วินาที ความเร็วสูงสุด 210 กม./ชม. ถ่ายทอดผ่านกำลังเกียร์อัตโนมัติเดินหน้าแบบ 7 จังหวะ 7G-TRONIC PLUS พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบออฟโรด
นอกจาก ML 250 ใหม่ แล้ว เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังจะเปิดตัวรถอเนกประสงค์รุ่นใหม่ อย่าง Viano รถอเนกประสงค์ 7 ที่มาพร้อมกับดีไซน์ใหม่ทั้งภายในและภายนอก โดยมุ่งเน้นที่ความหรูหรา ความสะดวกสบาย และความปลอดภัย เต็มไปด้วยฟังก์ชันการใช้งานและพื้นที่ใช้สอยที่พอเพียง
ด้วยภายในห้องโดยสารปลอดโปร่ง สามารถปรับเปลี่ยนการจัดวางได้หลากหลายรูปแบบ เหนือระดับด้วยนวัตกรรมล้ำหน้า อาทิ ไฟหน้าแบบไบซีนอน (bi-xenon) ระบบเพิ่มความส่องสว่างขณะเลี้ยวโค้ง (corner light) ไฟ daytime แบบ LED
หัวใจของ Viano คือ เครื่องยนต์ดีเซล แถวเรียง 4 สูบ เทอร์โบพร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ ความจุกระบอกสูบ 2143 ซีซี กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 150 แรงม้า ที่ 3,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 330 นิวตันเมตรที่ 1,600-2,400 รอบ/นาที อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในระยะเวลา 12.2 วินาที และความเร็วสูงสุด 181 กม./ชม.
ด้าน บีเอ็มฯ จ่อเปิดตัวเพียบ
ปีนี้ท่าทางบีเอ็มดับเบิลยู จะรุกตลาดรถหรูอย่างจริงจัง เพราะจะเปิดตัว บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 พร้อมเครื่องยนต์ใหม่ล่าสุดที่มาพร้อมกับ BMW TwinPower Turbo ใหม่ ที่มาพร้อมกันทั้ง บีเอ็มดับเบิลยู 520i, 528i และ 528i Sport
พร้อมกันนี้ก็จะทำการเปิดตัว บีเอ็มดับเบิลยู Active Hybrid 5 เป็นครั้งแรกในประเทศไทย
รวมทั้งเปิดตัวพระเอกแห่งปีอย่าง บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 3 ใหม่ ด้วย
ส่วน มินิ จะเปิดตัวสมาชิกใหม่ล่าสุดอันดับที่ 6 ของมินิ นั่นคือ มินิ โรดสเตอร์ อีกด้วย และ ไม่ได้หมดแค่นั้น สำหรับคนรัก 2 ล้อ ก็จะมี BMW K1600 GT และ BMW S 1000 RR มาล่อตาล่อใจอีกด้วย
เริ่มตั้งแต่ บีเอ็มฯ ซีรีส์ 5 จะมาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่ล่าสุด คือเครื่อง ทวิน เทอร์โบใหม่ ที่ใส่มาให้ 2 รุ่น คือ บีเอ็มฯ 520i และ 528i Sport
บีเอ็มฯ 520i จะใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 2.0 ลิตร 184 แรงม้า แรงบิด 270 นิวตัน-เมตร ที่ 1,250-4,500 รอบ ประหยัดน้ำมันด้วยอัตราเฉลี่ย 15.6 กม./ลิตร เกียร์อัตโนมัติ 8HP 8 สปีด มีอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ภายในเวลาเพียง 8.0 วินาที
ส่วน บีเอ็มฯ 528i และ 528i Sport ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 2.0 ลิตร 218 แรงม้า แรงบิด 350 นิวตัน-เมตร ที่ 1,250-4,800 รอบ มีอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 6.9 วินาที และประหยัดน้ำมันด้วยอัตราเฉลี่ย 15.4 กม./ลิตร
หน้าตาของ บีเอ็มฯ 528i Sport นั้นหล่อด้วยชุดแต่ง M Sport Package ทั้งล้อ M Alloy Wheel Double Spoke ขนาด 18 นิ้ว พร้อมยางรันแฟลต และอุปกรณ์เสริมอื่นๆ เช่นระบบ Integral Active Steering ช่วยกำหนดการบังคับเลี้ยวให้แม่นยำและกระชับวงเลี้ยวได้ดียิ่งขึ้น
ไม่ใช่แค่นั้น เพราะในซีรีส์ 5 ยังมี รุ่น แอคทีฟ ไฮบริด 5 ซึ่งเป็นการเปิดตัวครั้งแรกของ บีเอ็มฯ ในประเทศไทย ด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบ 3.0 ลิตร ผนวกกับมอเตอร์ไฟฟ้า ที่สร้างกำลังสูงสุด 340 แรงม้า แรงบิดโดยรวมสูงสุดที่ 450 นิวตัน-เมตร พร้อมเทคโนโลยีIntelligent Energy Management
เจ้าเครื่องไฮบริดตัวนี้สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ภายในเวลาเพียง 5.9 วินาที และการใช้งานในโหมด zero emission ด้วยการทำงานจากมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว ก็สามารถทำความเร็วได้ถึง 60 กม./ชม. และระยะทางสูงสุด 4 กม.
ส่วนไฮไลต์ของ บีเอ็มฯ ในปีนี้ที่ใครๆ ก็ต้องหลบให้ก็คือ บีเอ็มฯ ซีรีส์ 3 ที่มาพร้อมอุปกรณ์ตกแต่ง 3 สไตล์ ทั้ง Sport Line, Modern Line และ Luxury Line
ซีรีส์ 3 ใหม่ เป็นรุ่นที่ 6 ในตระกูลบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 3 ที่มาพร้อมดีไซน์ใหม่ โฉบเฉี่ยวด้วยรูปทรงสปอร์ต แต่เพิ่มมิติความยาวและความกว้างมากขึ้น ซึ่งในช่วงแรกจะเปิดตัวแต่เครื่องดีเซล ขนาด 2.0 ลิตร
นอกจากหน้าที่แสนเท่แล้วยังเต็มไปด้วยนวัตกรรมล้ำสมัย ไม่ว่าจะเป็นเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดรุ่นล่าสุด และระบบสตาร์ต/และดับเครื่องยนต์อัตโนมัติตามจังหวะการหยุดรถ พร้อมปุ่มควบคุมการขับขี่ที่เพิ่มโหมด ECO PRO มาให้
บีเอ็มฯ 320d มาพร้อมกับ BMW TwinPower Turbo 4 สูบแถวเรียง ความจุ 2.0 ลิตร 184 แรงม้าที่ 4,000 รอบ และแรงบิดสูงสุด 380 นิวตัน-เมตรที่ 1,750-2,750 รอบ ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ภายใน 7.6 วินาที มีอัตราประหยัดน้ำมันเฉลี่ยที่ 22.2 กม./ลิตร
หันมาทางเจ้ารถเล็ก แต่เล็กพริกขี้หนู อย่างมินิ ก็จะเปิดตัว มินิ คูเปอร์ เอส โรดสเตอร์ สปอร์ต 2 ที่นั่งแบบเปิดประทุน ที่เป็นสมาชิกใหม่ล่าสุดอันดับที่ 6 ของมินิ
เครื่องยนต์ของ มินิ คูเปอร์ เอส โรดสเตอร์ เป็นเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ ขนาด 1.6 ลิตร 184 แรงม้านี้ มาพร้อมกับระบบส่งกำลังแบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ภายในเวลาเพียง 7.2 วินาที และสามารถทำอัตราการประหยัดน้ำมันเฉลี่ยได้ที่ 15.2 กม./ลิตร
ส่วนสวรรค์สำหรับคนรักสายลมแสงแดด ต้องไม่พลาดกับ บีเอ็มฯ K1600 GT ที่มาพร้อม เครื่องยนต์ 6 สูบ 1649 ซีซี 160 แรงม้าที่ 7,750 รอบ และแรงบิดสูงสุด 175 นิวตัน-เมตรที่ 5,250 รอบ ส่งกำลังผ่านเกียร์แบบ Helical Synchromesh 6 สปีด
แถมด้วยความเหนือชั้นของเทคโนโลยี Lightweight Engineering ทำให้เครื่องยนต์ 6 สูบของ K 1600 GT นี้มีน้ำหนักเพียง 102.6 กม. ถือว่าเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ที่มีน้ำหนักเบาที่สุดในคลาสเครื่องยนต์ขนาดมากกว่า 1000 ซีซี
และยังมี ซูเปอร์ไบค์ บีเอ็มฯ S 1000 RR ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ 4 สูบ แถวเรียง 1000 ซีซี สามารถผลิตกำลังสูงสุดถึง 193 แรงม้า มีแรงบิดสูงสุด 112 นิวตัน-เมตรที่ 9,750 รอบ และมีอัตราเร่ง 0-100 กม. ภายใน 2.9 วินาที
ระบายความร้อนด้วยน้ำ และระบบวาล์วพิเศษที่ผลิตจากวัสดุไทเทเนียม บนตัวถังเฟรมอะลูมิเนียมน้ำหนักเบา ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับมอเตอร์ไซค์แข่ง
นอกจากนั้น BMW S 1000 RR ยังได้รับการติดตั้งระบบเสริมความปลอดภัยต่างๆ เช่น Race ABS และระบบรักษาเสถียรภาพ DTC Dynamic Traction Control ที่สามารถปรับเลือกโหมดการขับให้เหมาะสมกับสภาพการใช้งานได้ เช่น โหมด Rain สำหรับถนนเปียก โหมด Sport สำหรับการขับขี่แบบสปอร์ต โหมด Race สำหรับการแข่งขัน และโหมด Slick สำหรับใช้ในสนามแข่งและใส่ยางแบบสลิ๊ก
วอลโว่ ส่ง V60 DRIVe เจาะกลุ่มครอบครัว
ค่ายสวีเดน อย่างวอลโว่ เองก็ไม่ยอมน้อยหน้า ส่ง วอลโว่ V60 DRIVe ใหม่ สปอร์ตแวกอนรุ่นล่าสุด เจาะกลุ่มครอบครัว ที่ต้องการพื้นที่กว้างขวางสำหรับคนและของ พร้อมทั้งความอเนกประสงค์
วอลโว่ V60 DRIVe ถูกออกแบบมาภายใต้ “Designed Around You” คือ “การออกแบบรถมาเพื่อคุณ” แถมยังรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างดีเยี่ยม เพราะสามารถใช้น้ำมัน E85 ได้ แถมยังผ่านมาตรฐานระดับไอเสีย Euro 5 ซึ่งเป็นมาตรฐานบังคับใช้ในตลาดยุโรป และยังมีปริมาณการปล่อยไอเสียต่ำมากและอยู่ในเกณฑ์ดีกว่ามาตรฐานของไทยถึง 70%
หน้าตาของ V60 DRIVe ใหม่นี้ให้ อารมณ์และรูปลักษณ์สไตล์รถคูเป้ที่ปราดเปรียว ทั้งไฟ LED สำหรับไฟหน้าแนวตั้ง ไฟข้างที่ดูเหมือนคิ้ว รวมทั้งไฟเลี้ยวที่ติดตั้งบนกระจกมองข้าง และไฟท้าย แต่ถ้าใครต้องการให้สปอร์ตกว่าใคร เพิ่มได้ด้วยชุดแต่งสปอร์ต ทั้งแผ่นกันกระแทกหน้าและหลัง คิ้วตกแต่งช่องลมด้านหน้าลายอะลูมิเนียมด้าน กาบบันไดข้างลายอะลูมิเนียมด้าน ท่อไอเสียดีไซน์สปอร์ต ล้อ 18 นิ้วลายเท่
ภายใน วอลโว่ V60 DRIVe เน้นความเรียบง่าย ชัดเจน ไม่ว่าเบาะหลังที่พับได้แบบ 40/20/40 และเบาะผู้โดยสารด้านหน้าที่พับได้ราบ พนักพิงหลังของแต่ละที่นั่งทั้ง 3 ในเบาะหลังสามารถพับราบ เพื่อเพิ่มพื้นที่ขนของและพนักพิงศีรษะที่เบาะหลังสามารถพับได้ด้วยระบบไฟฟ้า นอกจากนี้ที่นั่งผู้โดยสารด้านหน้าก็สามารถพับราบได้เช่นกันเพื่อบรรทุกของที่มีขนาดยาวได้เช่นกัน
เครื่องยนต์เป็นเครื่องยนต์ดีเซล GTDi ความจุ 1.6 ลิตร ให้พลังสูงสุด 180 แรงม้าที่ 5,700 รอบต่อนาที และแรงบิดที่ 240 นิวตันเมตรในช่วง 1,600-5,000 รอบต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 9.2 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ 220 กม./ชม. อัตราการสิ้นเปลืองเฉลี่ยอยู่ที่ 13.33 กม./ลิตร หรือ 9.8 กม./ลิตร เมื่อเติมด้วย E85
สนนราคาเร้าใจที่ 2.249 ล้านบาท







