
คนซื้อบ้านทนอยู่ทำเลน้ำท่วม
63%อยู่ที่เดิม34%ย้ายหนีหวังรัฐเร่งแผนป้องกันอุทกภัย
63%อยู่ที่เดิม34%ย้ายหนีหวังรัฐเร่งแผนป้องกันอุทกภัย
เซ็นจูรี่และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เผยผลสำรวจพฤติกรรมคนซื้อบ้านหลังน้ำท่วม ชี้ 63% ยังเลือกอยู่ทำเลเดิม ส่วนอีก 34% เตรียมย้ายหนี
นายชนะ นันทจันทูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซ็นจูรี่ ทเว็นตี้วัน ประเทศไทย ที่ปรึกษาด้านการขายอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า บริษัทได้ร่วมมือกับคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดทำผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนจำนวน 1,240 คน แบ่งเป็น กรุงเทพฯ 74.7% ปทุมธานี 13.7% และนนทบุรี 13% ภายใต้หัวข้อ ปัญหาอุทกภัยเมื่อปี 2554 ที่ผ่านมา มีผลต่อการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยในอนาคตหรือไม่
ทั้งนี้ จากการศึกษาดังกล่าวพบว่าผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม 34% คิดจะย้ายหนีและต้องการหาที่อยู่อาศัยใหม่ ส่วนอีก 63% ยังเลือกที่จะอยู่พื้นที่เดิม ไม่ต้องการซื้อบ้านใหม่ โดยประชาชนส่วนใหญ่ 51.2% ต้องการให้รัฐบาลเร่งสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมระยะยาวเป็นมาตรการหลัก สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนต้องการให้ภาครัฐมีแผนแก้ไขปัญหาระยะยาว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการรับมือกับอุทกภัยในอนาคต รองมาเป็นการจัดหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ 48.3% การลดค่าธรรมเนียมต่างๆ ในการโอนอสังหาริมทรัพย์ 37.7% และเพิ่มวงกู้ 19.5%
สำหรับคำถามในการสำรวจครั้งนี้ มีการสอบถามว่า ถ้าต้องการเลือกซื้อบ้านอีกครั้ง จะเลือกซื้อที่ใด พบว่าหากเป็นในกรุงเทพฯ ทำเลพระราม 9 และพระราม 2 มีความโดดเด่นมาก ส่วนทำเลต่างจังหวัด นครราชสีมาถูกพูดถึงเป็นอันดับ 1 ซึ่งมีการวิเคราะห์เพิ่มเติมจากงานวิจัยที่ผ่านมา ระบุได้ว่า นครราชสีมาเป็นเมืองสีเขียว อากาศดี จึงเป็นจังหวัดที่ได้รับความสนใจมาก ตามด้วย เชียงใหม่ เชียงราย ส่วนทำเลที่อยู่แล้วจะไม่ย้ายเลย คือ ใจกลางเมือง เช่น สาทร สีลม สุขุมวิท
ด้านประเภทที่อยู่อาศัยที่ได้รับความสนใจซื้อมากที่สุด ยังคงเป็นบ้านเดี่ยว 47.4% รองลงมาเป็นคอนโดมิเนียม 33.4% และทาวน์เฮาส์ 13.4% โดยหากจะซื้อบ้านใหม่วางงบประมาณไว้ที่ 1-2 ล้านบาท สัดส่วน 38.4% รองลงมา คือ วงเงิน 2-4 ล้านบาท 37.7% และต่ำกว่า 1 ล้านบาท 10.8% แต่หากวิเคราะห์เชิงลึกแล้ว จะพบว่าผู้หญิงส่วนใหญ่มีความต้องการซื้อคอนโดมิเนียมมากกว่าผู้ชาย และผู้ชายส่วนใหญ่มี ความต้องการซื้อบ้านเดี่ยวมากกว่าผู้หญิง
ขณะที่วงเงินในการซื้อที่อยู่อาศัย ผู้หญิงส่วนใหญ่วางงบประมาณซื้อบ้านไว้เพียง 1-2 ล้านบาทเท่านั้น แต่ผู้ชายส่วนใหญ่จะวางงบประมาณซื้อบ้านอยู่ที่ 1-4 ล้านบาท ซึ่งอาจสะท้อนได้ว่า กลุ่มผู้หญิงมีการวางแผนที่ชัดเจนกว่าผู้ชาย ด้วยการระบุระดับราคาที่ต้องการแบบไม่ได้กว้างเกินไป







