
ระวังปรับฐานช่วงสั้น
พอร์ต-รายย่อยดันดัชนีพุ่งแรงต่างชาติทิ้งหนัก1,668ล้านบ.
หุ้นไทยพุ่ง 15 จุด ต่างชาติทิ้ง 1,668 ล้านบาท กูรูเตือนระยะสั้นระวังเงินนอกเหือด ซิตี้กรุ๊ปแนะเลือกหุ้นลงทุนระยะกลาง
เมื่อวันที่ 8 มี.ค.ที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นแรง 15.15 จุด หรือ 1.31% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 35,757.62 ล้านบาท โดยดัชนีเคลื่อนไหวขาขึ้นตลอดระหว่าง 1,156.43-1,168.31 จุด
ทั้งนี้ ผู้ซื้อสุทธิคือนักลงทุนในประเทศและพอร์ตบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ในมูลค่าซื้อสุทธิ 1,187 ล้านบาท และ 1,650 ล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่ต่างชาติขายหนัก 1,668 ล้านบาท
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ กล่าวว่า ในระยะสั้นดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสปรับฐาน เนื่องจากตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือน ต.ค. 2554 ทำให้มีโอกาสถูกเทขายทำกำไร แต่ในระยะกลางดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นได้จากภาพรวมของเศรษฐกิจไทยที่ยังขยายตัวต่อเนื่องและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่มีแนวโน้มออกมาดี
บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า นับตั้งแต่วันที่ 29 พ.ย. 2554 จนถึงวันที่ 6 มี.ค. 2555 นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิแล้วกว่า 7 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย 6.3 หมื่นล้านบาท ในรอบ 20 ครั้งหลังสุด คือ ระหว่างปี 2538-2555 แต่การซื้อสุทธิของต่างชาติมีหลายรอบที่มียอดซื้อเฉลี่ยสูงกว่ารอบนี้ และทุกรอบจะดันดัชนีหุ้นไทยให้ขึ้นไปแตะระดับอัตราราคาต่อกำไรต่อหุ้น (พีอี) 14 เท่า
ดังนั้น ในรอบนี้แม้ยอดซื้อสุทธิของต่างชาติจะดันดัชนีหุ้นไทยแตะสัดส่วนราคาต่อกำไร (พีอี) 12.9 เท่าแล้ว แต่คาดว่าดัชนียังมีโอกาสเดินหน้าต่อได้ หลังการปรับฐานเสร็จสิ้น โดยดัชนีน่าจะแตะ 1,192 จุด สิ้นปี 2555 หรือพีอี 13 เท่า
ด้านซิตี้กรุ๊ป ออกบทวิเคราะห์เมื่อวันที่ 5 มี.ค. ว่า ในระยะอันใกล้นี้ต่างชาติจะชะลอซื้อหุ้นไทย โดยเฉพาะครึ่งแรกปีนี้จากผลกระทบของน้ำท่วมมากกว่าคาด จนถึงขั้นกดดันการเมืองและการใช้จ่ายของผู้บริโภคทำให้ฟื้นตัวช้า
“ผลประกอบการสิ้นปี 2554 ของหุ้นใน SET50 ดีกว่าคาด แม้ได้รับผลกระทบน้ำท่วม แต่ยังระมัดระวังในการกันสำรอง นโยบายป้องกันน้ำท่วมยังไม่ชัดเจน และคาดว่าตลาดจะมีการปรับกำไรปี 2555 ขึ้นในกลุ่มสื่อสาร อาหาร และโรงพยาบาล”
ซิตี้กรุ๊ปแนะนำหุ้นที่ราคายังไม่ปรับเพิ่มมากและมีอัตราเติบโตจากวงจรการลงทุน โดยให้น้ำหนักมากกว่าตลาดในกลุ่มธนาคาร พลังงาน และอสังหาริมทรัพย์ และให้น้ำหนักน้อยกว่าตลาดกลุ่มค้าปลีก







