
สั่งเพิ่มสำรองน้ำมัน รับมือศึกอิหร่านลาม
พลังงานสั่งบริษัทน้ำมันเพิ่มสำรองน้ำมัน 10 วัน เป็น 28 วัน รับมือหากปัญหาอิหร่านบานปลาย กระทบขนส่งน้ำมันข้ามทวีป
พลังงานสั่งบริษัทน้ำมันเพิ่มสำรองน้ำมัน 10 วัน เป็น 28 วัน รับมือหากปัญหาอิหร่านบานปลาย กระทบขนส่งน้ำมันข้ามทวีป
นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานขอความร่วมมือกับบริษัทน้ำมันให้เพิ่มสัดส่วนสำรองน้ำมันตามกฎหมายเป็นการชั่วคราวจาก 5% เป็น 8% ของปริมาณจำหน่าย หรือสำรองน้ำมันเพิ่มจาก 18 วัน เป็น 28 วัน เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมหากปัญหาประเทศอิหร่านบานปลายจนส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมัน
“เรื่องดังกล่าวบริษัทพร้อมที่จะปฏิบัติตามนโยบายของภาครัฐ แต่ต้องการให้ช่วยพิจารณาหาแนวทางรับภาระต้นทุนการสำรองน้ำมันที่เกิดขึ้นด้วย เนื่องจากต้องเพิ่มการสำรองน้ำมันเฉลี่ย 8 แสน-1 ล้านบาร์เรล เมื่อคำนวณจากราคาน้ำมันที่ 120 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จะต้องใช้เงินกว่า 4,000 ล้านบาท ยังไม่รวมถึงค่าบริหารจัดการในการเก็บน้ำมันที่ต้องเช่าเรือลอยลำ และความเสี่ยงจากราคาน้ำมันที่ผันผวนในระหว่างนี้ จะทำมีต้นทุนเพิ่มขึ้นเฉลี่ยต่อลิตรอยู่ที่ 30-40 สตางค์” นายอนุสรณ์ กล่าว
ปัจจุบันบางจากมีการเก็บสำรองน้ำมันอยู่ 6 ล้านบาร์เรล ในรูปของน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป ส่วนการเพิ่มสำรองน้ำมันอีก 10 วัน น่าจะเก็บในรูปของน้ำมันดิบมากกว่า
“ถือเป็นนโยบายที่ดีที่จะเพิ่มสำรองน้ำมันไว้กรณีเกิดเหตุฉุกเฉินในช่วงนี้ เพราะไม่แน่ใจว่าปัญหาอิหร่านจะบานปลายไปแค่ไหน ถือเป็นการเตรียมพร้อม แต่อยากให้ภาครัฐเห็นใจกับต้นทุนการเก็บน้ำมันที่เพิ่มด้วย จะมีแนวทางไหนช่วยเหลือบริษัทน้ำมันได้บ้าง ซึ่งจะมีการหารือร่วมกันในรายละเอียดอีกครั้ง” นายอนุสรณ์ กล่าว
นายสรัญ รังคสิริ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้มีนโยบายออกมาเป็นทางการ มีเพียงการสอบถามจากกระทรวงพลังงานถึงความพร้อมของบริษัทน้ำมันหากต้องเพิ่มปริมาณสำรองน้ำมันในช่วงนี้ ในส่วนของ ปตท.สามารถเพิ่มการสำรองได้ทันที 2-3 วัน แต่ถ้าจะมากกว่านั้นก็ต้องมาหารือกัน เพราะต้องหาสถานที่จัดเก็บสำรองน้ำมันเพิ่ม เช่น การเช่าเรือเป็นที่สำรองน้ำมัน เพราะคลังน้ำมันมีพื้นที่จำกัดแล้ว
ด้านนายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ รมว.พลังงาน กล่าวว่า กระทรวงจะปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบให้สะท้อนราคาตลาด พร้อมมีมาตรการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ซึ่งควรลอยตัวราคาก๊าซแอลพีจีทั้งระบบ และช่วยเหลือผู้รับผลกระทบโดยตรง เช่น ผู้ใช้ก๊าซแอลพีจีภาคครัวเรือน โดยอยู่ระหว่างศึกษาว่าจะใช้แนวทางแบบใด เพื่อช่วยเหลือครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจริงๆ
“เหตุผลที่อยากให้ลอยตัวก๊าซแอลพีจีในภาคอุตสาหกรรม ขนส่ง และครัวเรือน ให้เป็นราคาเดียวกัน เนื่องจากปัจจุบันราคาก๊าซแอลพีจีในครัวเรือนที่รัฐบาลตรึงราคาไว้อยู่ที่ 11 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้มีแรงจูงใจให้มีลักลอบส่งออกก๊าซแอลพีจีไปขายยังประเทศเพื่อนบ้านที่ราคาก๊าซแอลพีจีสูงถึง 30 บาท/กิโลกรัม” นายอารักษ์ กล่าว
นอกจากนี้ กระทรวงจะปรับราคาพลังงานในประเทศ เช่น ดีเซล ไบโอดีเซล เบนซิน แก๊สโซฮอล์ ก๊าซแอลพีจี และก๊าซเอ็นจีวี ให้อยู่ในระดับเหมาะสม เพื่อลดภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปัจจุบันต้องใช้เงินอุดหนุนราคาพลังงานต่างๆ จำนวนมาก ในขณะที่ราคาน้ำมันมีทิศทางขาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้กองทุนน้ำมันฯ ติดลบกว่า 2 หมื่นล้านบาทแล้ว หากยังไม่ปรับโครงสร้างราคาพลังงาน กองทุนน้ำมันฯ จะยิ่งติดลบหนัก







