
ตรวจจับความพร้อมรัฐ กับโครงการแท็บเล็ตป.1
แท็บเล็ต เพื่อการศึกษาเป็นโครงการหนึ่งของรัฐบาลชุดนี้ที่ดูใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด
แท็บเล็ต เพื่อการศึกษาเป็นโครงการหนึ่งของรัฐบาลชุดนี้ที่ดูใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด
ไม่ว่าคณะกรรมการแท็บเล็ตจะเคาะเลือกบริษัทใดจากประเทศจีนเพื่อมาเป็นผู้ผลิตตัวเครื่อง โดยมีตัวเลือกคือ หัวเว่ย, ทีซีแอล, ไฮเออร์ และสโคป โอกาสที่เด็กไทยจะได้ใช้แท็บเล็ตเรียนหนังสือน่าจะเป็นจริงได้
ทั้งนี้ ในความเป็นไปได้ดังกล่าวนั้น เป็นความเป็นได้ของการได้รับเครื่องแท็บเล็ตเท่านั้น แต่เมื่อหันกลับมามองความพร้อมขององค์ประกอบต่างๆ ที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดกลับไม่ใช่อุปกรณ์ที่สามารถปรับเพิ่มหรือลดสเปกปก็ก็หกได้ตามความต้องการ แต่อยู่ที่บุคลากรในแวดวงการศึกษา ที่ต้องมีการฝึกอบรมและปรับตัวให้พร้อมรับมือกับการใช้เทคโนโลยีรูปแบบใหม่ อีกทั้งเป็นที่รู้กันว่าความแตกต่างของครูและนักเรียนในแต่ละพื้นที่ในประเทศไทยก็มีอยู่ไม่น้อย
ในเรื่องนี้ บริษัท อินเทล ไมโครอิเล็ก ทรอนิกส์ (ประเทศไทย) ได้นำโครงการ อินเทล เลิร์นนิ่ง ซีรีส์ ซึ่งเป็นโครงการที่อินเทลจะมอบอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษาในรูปแบบต่างๆ ให้กับหลายประเทศเพื่อยกระดับการเรียนการสอน แม้จะไม่ใช่ผู้ผลิตอุปกรณ์คอมพิวเตอร์โดยตรง แต่ครั้งนี้อินเทลได้ผลิตต้นแบบแท็บเล็ตที่เหมาะสมและมอบให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) 45 เครื่อง เพื่อทดสอบใช้งาน
เอกรัศมิ์ อวยสินประเสริฐ กรรมการผู้จัดการบริษัท อินเทล กล่าวว่า อินเทลมีประสบการณ์โครงการลักษณะนี้มาหลายประเทศ และครั้งนี้ประเทศไทยเป็นกลุ่มแรกที่ได้นำแท็บเล็ตมาใช้ ทำให้พบว่าสิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการคือ การพัฒนาบุคลากร โดยเฉพาะครู ให้สามารถใช้งานระบบไอที เพื่อให้การเรียนการสอนทั้งหมดมีประสิทธิภาพ สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านเครื่องมือสมัยใหม่อย่างแท็บเล็ตได้
สำหรับภาระหน้าที่ใหม่ของครูคือ การพัฒนาสื่อการสอนผ่านอุปกรณ์เหล่านี้ให้น่าสนใจ และต้องสามารถควบคุมการใช้งานของนักเรียนผ่านซอฟต์แวร์ สามารถบริหารจัดการการใช้แท็บเล็ตให้สมดุลกับการเรียนรู้ผ่านสิ่งอื่นๆ และต้องสามารถแก้ปัญหาเบื้องต้นการใช้งานในห้องเรียนได้
“อินเทลได้ร่วมกับ ศธ.และโรงเรียนอนุบาลสามเสน ทดลองใช้ประมาณ 1 เดือนแล้ว ยังไม่เห็นอุปสรรคอื่นๆ นอกจากเรื่องการเตรียมความพร้อมให้ครู ถ้าครูพร้อม นักเรียนจะได้รับประโยชน์อย่างมาก”
อย่างไรก็ตาม หากมองลึกลงในรายละเอียด การจะให้ครูสามารถพัฒนาสื่อการสอนผ่านแท็บเล็ตด้วยจำนวนครู 58 แสนคนทั่วประเทศ ศธ.ต้องเริ่มวางแผนฝึกอบรมครูได้แล้ว โดยอินเทลมีโครงการ อินเทล ทีช (Intel Teach) ซึ่งใช้เวลา 5 วัน ฝึกอบรมครูให้สามารถใช้งานแท็บเล็ต ได้เป็นอย่างดี
ขณะที่การควบคุมการใช้งานของนักเรียนผ่านซอฟต์แวร์ แสดงว่าต้องมีซอฟต์แวร์ระบบที่เชื่อมต่อกับแท็บเล็ตผ่านอินเทอร์เน็ตไวไฟ โดยอินเทลได้ติดตั้งโปรแกรม คลาสรูม แมเนจเมนต์ ซึ่งครูสามารถควบคุมการใช้งานในห้องเรียนผ่านโน้ตบุ๊กในการโต้ตอบกับแท็บเล็ตทุกเครื่องที่กำหนดการใช้งานได้ และแท็บเล็ตทุกเครื่องต้องมีการเชื่อมต่อเครือข่ายเพื่อตรวจสอบตัวเองทุก 1-2 วัน หากเกินระยะเวลา แท็บเล็ตจะปิดตัวเอง ไม่สามารถใช้งานได้อีกเพื่อป้องกันการโจรกรรม หรืออาจเป็นซอฟต์แวร์ที่สั่งปิดการทำงานก็ได้
นอกจากนี้ สิ่งที่ต้องคำนึงถึงอีกส่วนคือความสมดุลในการใช้งาน เพราะเด็กนักเรียนยังต้องอ่านออกเขียนได้ ดังนั้นการจะใช้งานแท็บเล็ตเพียงอย่างเดียวจึงไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง ทั้งหมดคือภาระที่เพิ่มขึ้นในช่วงแรกการปรับตัวของครูทุกคน และเป็นงานที่รัฐบาลต้องสร้างแรงจูงใจให้ครูเห็นประโยชน์จากงานที่เพิ่มขึ้นนี้
ขณะที่แอพพลิเคชันเพื่อการเรียนรู้อื่นๆ มีอยู่มากมายให้ดาวน์โหลดมาใช้งานได้ทางอินเทอร์เน็ต ทั้งจากเว็บไซต์ครูทูบ krutubechannel.com ที่รวมสื่อวิดีโอ หรือแม้แต่การเปิด เอ็ดดูแท็บเล็ตสโตร์ คลังแอพพลิเคชันใหม่ของสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ หรือซิป้า แต่ต้องไม่ลืมด้วยว่าการที่ทุกโรงเรียนสามารถสร้างสรรค์สื่อการเรียนการสอนได้เองและแบ่งปันระหว่างกัน จะเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนและสร้างคอมมูนิตีด้านการศึกษาที่ยิ่งใหญ่
สำหรับตัวเครื่องแท็บเล็ต เมื่อพิจารณาจากเครื่องทดลองที่อินเทลนำมาใช้ในโครงการนำร่อง 45 เครื่อง แสดงให้เห็นชัดว่าเครื่องต้องทนทานต่อแรงกระแทก ตกจากพื้นที่ความสูงประมาณ 1 เมตร กันน้ำ กันฝุ่น กันความชื้น มีไวไฟ เพื่อให้เหมาะกับการใช้งานของเด็กๆ
เมื่อเห็นภาคเอกชนเดินหน้านำร่องโครงการ คำถามคือ รัฐบาลได้เตรียมความพร้อมสิ่งต่างๆ เหล่านี้ไว้เพียงพอแล้วหรือไม่ ไม่เช่นนั้นแท็บเล็ตชุดแรกที่ถึงมือนักเรียนก็เป็นแค่การสร้างกิมมิกเพื่อการหาเสียง แต่ไม่ได้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงกับเด็กและสังคมไทย







