posttoday
ชวนคุณแม่หารายได้ขายข้าวหน้าไก่รถเข็น

ชวนคุณแม่หารายได้ขายข้าวหน้าไก่รถเข็น

03 มีนาคม 2555

หลายครั้งที่ธุรกิจแฟรนไชส์หน้าใหม่มักเกิดขึ้นจากแรงบันดาลใจของการอยากมีธุรกิจ

โดย...ชนิกา สุขสมจิตร

หลายครั้งที่ธุรกิจแฟรนไชส์หน้าใหม่มักเกิดขึ้นจากแรงบันดาลใจของการอยากมีธุรกิจ หรืออาชีพเสริมสร้างรายได้ให้กับตัวเอง แต่นี่เป็นอีกมุมมองหนึ่งของการสร้างธุรกิจเพื่อคนอื่น เพราะเจ้าของไอเดียแฟรนไชส์ สู้เพื่อลูก ตั้งใจเปิดธุรกิจนี้เพื่อ “ผู้หญิง” ที่อยู่ในสถานะของแม่ที่ต้องเลี้ยงดูลูก

วีรนุช สุวัฒน์วงศ์ชัย เจ้าของแฟรนไชส์ สู้เพื่อลูก กล่าวถึงแนวคิดแฟรนไชส์ สู้เพื่อลูก เกิดขึ้นจากการมองเห็นปัญหาของคนเป็นแม่ในปัจจุบันที่ต้องเลี้ยงดูลูกและต้องทำงานเพื่อหารายได้เลี้ยงครอบครัวในคราวเดียวกัน โดยเฉพาะคนระดับชั้นกลางไปจนถึงชั้นล่าง ที่มีข้อจำกัดในเรื่องเงินลงทุนและเวลา

ดังนั้น น่าจะมีอาชีพอะไรสักอย่างให้กับคุณแม่เหล่านี้ โดยคิดไปที่รถเข็นขายอาหารที่สามารถเลี้ยงลูกไปด้วยได้ หลังจากนั้นมีโอกาสนำไอเดียดังกล่าวไปจัดทำเป็นโครงการส่งเข้าประกวดเพื่อขอเงินทุนที่ Unlimited Thailand ซึ่งสนับสนุนโดยสำนักงานสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติ เป็นหน่วยงานสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคม

โดยเน้นย้ำว่าการที่แม่ต้องออกไปทำงานนอกบ้านและฝากเด็กให้คนอื่นดูแล ไม่สามารลาออกจากงานประจำเพื่อมาประกอบอาชีพส่วนตัวได้ อาจทำให้เกิดปัญหากับตัวเด็กและสังคมในระยะยาว เนื่องจากขาดการอบรมสั่งสอนที่ดี สิ่งสำคัญคือ แม่และลูกต้องมีความใกล้ชิดกันให้มากขึ้น เมื่อผลตัดสินออกมาปรากฏว่าโครงการที่เข้าประกวดได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ชนะและได้รับเงินรางวัลมา 5 หมื่นบาท ก็ยิ่งทำให้เกิดแรงบันดาลใจที่จะทำความฝันนี้ให้เป็นจริง

วีรนุช นำเงินรางวัลที่ได้บวกกับความรู้จากอาชีพกราฟฟิกดีไซน์ทำความตั้งใจให้เกิดขึ้นจริง โดยออกแบบรถเข็น สู้เพื่อลูก เป็นโมเดลนำร่องก่อนที่จะเปิดเป็นแฟรนไชส์รถเข็นขายอาหาร ชักชวนให้คุณแม่ที่อยากมีอาชีพเป็นของตัวเองให้เข้ามาร่วมงานด้วยกัน

ชวนคุณแม่หารายได้ขายข้าวหน้าไก่รถเข็น

 

จุดเด่นของแฟรนไชส์ “สู้เพื่อลูก” คือ บริการรถเข็นขายอาหาร Supermum ที่ออกแบบให้มีที่นั่งสำหรับเด็กอายุไม่เกิน 3 ขวบ สามารถถอดออกมาตั้งด้านนอกได้ในจุดที่เปิดร้าน ทำให้แม่สามารถนำลูกออกไปขายอาหารได้ตลอดทั้งวัน

ในขณะที่เมนูอาหารที่จะจำหน่ายก็เป็นเมนูง่ายๆ ในการปรุง คือ ข้าวหน้าไก่ เหตุผลที่เลือกเมนี้เพราะเห็นว่าเป็นอาหารจานเดียวที่มีการนำมาทำเป็นแฟรนไชส์รถเข็นน้อยมาก หากมองในเชิงธุรกิจน่าจะมีโอกาสในการลงทุนได้ดีกว่า ขณะเดียวกัน ผู้ลงทุนก็สามารถดัดแปลงเมนูอาหารได้ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้า โดยใช้วัตถุดิบเหมือนกับข้าวหน้าไก่ เช่น ข้าวผัดกุนเชียง ข้าวไก่กระเทียม หรือข้าวกะเพราไก่ กำหนดราคาขายตั้งแต่จานละ 3040 บาท แตกต่างกันตามทำเลที่ตั้งของร้าน

รูปแบบการลงทุนนั้นมีให้เลือก 3 แบบ คือ 1.เงินลงทุน 2.5 หมื่นบาท เป็นรถเข็นคีออสก์พร้อมที่นั่งสำหรับเด็ก 2.เงินลงทุน 2 หมื่นบาท เป็นรถเข็นคีออสก์ปกติทั่วไป และ 3.เงินลงทุน 1.5 หมื่นบาท เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่มีเงินไม่มาก จะเป็นแบบเคาน์เตอร์ ตั้งร้าน ใช้พื้นที่ไม่มาก

วีรนุช กล่าวว่า ข้อดีของการลงทุนแฟรนไชส์สู้เพื่อลูกคือ ไม่มีค่าธรรมเนียมรายปีหรือค่าแฟรนไชส์เหมือนแฟรนไชส์ทั่วไป ในขณะที่วัตถุดิบที่ใช้ในการขายข้าวหน้าไก่ก็ให้ผู้ลงทุนเป็นคนเลือกซื้อเอง เพียงแต่เลือกซื้อของที่มีคุณภาพตามที่ได้แนะนำไว้รวมทั้งสูตรการปรุง เพราะต้องการให้ผู้ลงทุนมีวิชาทำอาหารติดตัวไป ไม่ต้องมารอสั่งซื้อวัตถุดิบจากเราอย่างเดียว

ปัจจุบันแฟรนไชส์สู้เพื่อลูกมีร้านต้นแบบ 1 สาขา ที่บ้านใร่ กาแฟ เอกมัย และเตรียมเปิดอีก 2 สาขา ที่มักกะสันและพระยาสุเรนทร์ ส่วนสาขาในต่างจังหวัดหากมีผู้สนใจก็พร้อมเปิดโอกาสให้เช่นกัน เพียงแต่ต้องมาอบรมทำอาหารด้วยตัวเอง โดยเป้าหมายในการขยายแฟรนไชส์นั้น วีรนุช ออกตัวว่า เป็นเรื่องยากที่จะกำหนด เพราะแผนธุรกิจทำเพื่อสังคม แต่อย่างน้อยหากช่วยสร้างอาชีพให้แม่ได้เดือนละ 1 ท่านก็เป็นเรื่องที่ดี

อย่างไรก็ตาม แม้คอนเซปต์ของแฟรนไชส์จะเปิดขึ้นมารองรับผู้ลงทุนที่เป็นแม่ แต่ถ้าเป็นคุณพ่อที่อยากมีรายได้ไว้เลี้ยงครอบ ครัวก็สามารถเปิดร้านได้ เพราะเชื่อว่าไม่ว่าพ่อหรือแม่ ทุกคนก็ต้องทำเพื่อลูก หรือสู้เพื่อลูกด้วยกันทั้งนั้น

ข่าวล่าสุด

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า