
ภาษีเงินได้ปี 2554 ลดหย่อนแล้วยังลดได้อีก
พอย่างเข้าเดือน มี.ค. สิ่งเดียวที่นึกได้ คือ “ภาษี” เพราะฉะนั้นใครที่ยังไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
โดย...สวลี ตันกุลรัตน์
พอย่างเข้าเดือน มี.ค. สิ่งเดียวที่นึกได้ คือ “ภาษี” เพราะฉะนั้นใครที่ยังไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ไม่ว่าจะเป็น ภ.ง.ด.91 สำหรับคนที่มีรายได้จากค่าจ้างเพียงอย่างเดียว หรือ ภ.ง.ด.90 สำหรับรายได้ทั่วๆ ไป หรือมีรายได้จากหลายๆ ทาง
แต่หลายคนก็ยื่นไปแล้ว แถมยังได้เงินคืนแล้วด้วย ดูเหมือนว่าหลายคนจะลืมว่าในปีภาษี 2554 มีหลายรายการที่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีเป็นกรณีพิเศษได้อีก เพราะฉะนั้นใครที่ยังไม่ยื่น นี่อาจจะเป็นจังหวะที่ดี ลองทบทวนดูอีกทีว่าหลงลืมรายการไหนไปบ้างหรือเปล่า เพราะบางทีเราอาจจะลดหย่อนเพิ่มได้อีก
คนโชคร้าย
ไม่ว่าจะเป็น “บ้านน้ำท่วม” หรือ “รถจมน้ำ” จากเหตุการณ์มหาอุทกภัยในระหว่างวันที่ 25 ก.ค.–31 ธ.ค. 2554 ที่อยู่ในพื้นที่ที่ถูกประกาศให้เป็นพื้นที่ที่เกิดอุทกภัย ถือว่าเป็น “คนโชคร้าย” ที่ได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้ในปีภาษี 2554 และปี 2555
ถ้าบ้านน้ำท่วม สามารถนำรายจ่ายที่เกิดจากการซ่อมแซม หรือค่าวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการซ่อมแซมมาหักเป็นค่าลดหย่อนเป็นค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นค่าทาสีบ้าน ค่ากระเบื้อง หลังคา ค่าอิฐ ค่าปูน รวมถึงค่าจ้างในการซ่อมแซม ซึ่งนอกจากจะเป็นการซ่อมแซมตัวบ้านแล้ว ยังรวมถึงการซ่อมรั้ว ประตู โรงรถ สระว่ายน้ำ บ่อเลี้ยงปลา และค่าจ้างในการซ่อมด้วย
และไม่จำเป็นว่าต้องซ่อมบ้านแค่หลังเดียว จะโดนน้ำท่วมไปกี่หลัง และจะซ่อมแซมตั้งแต่ปี 2554 หรือจะล่วงเลยมาซ่อมกันในปี 2555 ก็สามารถนำมาใช้สิทธิลดหย่อนรวมกันได้ แต่ทั้งหมดจะหักได้ตามค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง และไม่เกิน 1 แสนบาทเท่านั้น
และถ้าโชคร้ายซ้ำซ้อน รถจมน้ำด้วย (ทั้งที่เป็นเจ้าของและเช่าซื้อ) สามารถนำค่าซ่อมแซม หรือค่าวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมมาหักลดหย่อนได้เช่นเดียวกัน จะซ่อมไปกี่คันก็ได้ จะซ่อมปี 2554 หรือ 2555 ก็ได้ สามารถนำมาหักลดหย่อนได้ตามความเป็นจริง และรวมกันแล้วจะไม่เกินคันละ 3 หมื่นบาท
ในการกรอกแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ ไม่มีช่องสำหรับกรอกทั้งสองรายการนี้เป็นการเฉพาะ ซึ่งทางกรมสรรพากร ชี้แจงว่า ทั้งสองรายการจะต้องนำมากรอกในช่องค่าใช้จ่ายอื่นๆ (ในข้อ 12 ของรายการลดหย่อนและยกเว้นหลังหักค่าใช้จ่าย) โดยหากมีค่าซ่อมบ้านและซ่อมรถรวมกันเต็มเพดาน 1.3 แสนบาท ก็นำจำนวนเงินนั้นมากรอกลงไปใน “ข้อ 12 อื่นๆ” ได้เลย
แต่ที่ห้ามลืม คือ ต้องเก็บเอกสารเอาไว้อย่างน้อย 5 ปี เผื่อว่าวันใดกรมสรรพากรต้องการจะตรวจสอบก็สามารถยื่นเอกสารให้ได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นเอกสารที่แสดงความเป็นเจ้าของบ้าน (หรือเช่า) และรถ (หรือเช่าซื้อ) รวมทั้งใบเสร็จค่าใช้จ่ายต่างๆ ซึ่งต้องมีวัน เดือน ปี และจำนวนเงิน พร้อมลงลายมือชื่อผู้รับเงินไว้ด้วย
นอกจากนี้ สำหรับคนที่ได้รับความช่วยเหลือ โดยได้รับบริจาคเงินหรือสิ่งของในฐานะผู้ประสบอุทกภัย ไม่ว่าจะได้รับจากทางการหรือจากภาคเอกชน จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินหรือทรัพย์สินที่ได้รับอีกด้วย
คนใจดี
ทุกปีคนใจดีจะได้รับลดหย่อนภาษีเป็นปกติอยู่แล้วจากการบริจาคเพื่อการศึกษา บริจาคเพื่อการกุศลสาธารณะ และการบริจาคเงินสนับสนุนการกีฬา แต่ต้องเป็นการบริจาค “เงิน” เท่านั้น สำหรับบุคคลธรรมดา โดยเงินสนับสนุนเพื่อการศึกษานำมาหักลดหย่อนได้ 2 เท่าของจำนวนเงินที่ได้จ่ายไปจริง หรือที่เรียกว่า “ให้ 1 แต่ได้ถึง 2”
และในปีภาษี 2554 ยังสามารถนำเงินที่บริจาคให้กับผู้ประสบอุทกภัย โดยต้องเป็นการบริจาคระหว่างวันที่ 1 ก.ย.–31 ธ.ค. 2554 ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคผ่านทางหน่วยงานราชการ องค์กรการกุศล หรือบริษัทเอกชน โดยสามารถนำมาหักลดหย่อนได้ 1.5 เท่าของเงินที่บริจาคไป
นอกจากนี้ สำหรับคนใจดีที่บริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์สึนามิที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อต้นปี 2554 สามารถนำมาหักลดหย่อนได้เท่ากับจำนวนเงินที่บริจาคจริง โดยมีเงื่อนไขว่าการบริจาคนั้นต้องเป็นการบริจาคให้กับหน่วยงานราชการที่เปิดรับบริจาคเป็นการเฉพาะ หรือผ่านองค์กรต่างๆ ที่นำเงินมามอบให้กับราชการไทยเท่านั้น
ทั้งนี้ เงินบริจาคดังกล่าวสามารถนำเงินบริจาคทุกประเภทรวมกันแล้วจะนำมาหักลดหย่อนได้ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่นๆ แล้ว และที่สำคัญ (อีกครั้ง) คือ อย่าลืมเก็บใบเสร็จ ใบโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร หรือสลิปของธนาคารเอาไว้ให้ตรวจสอบด้วย
คนมีบ้าน
ในแต่ละปีที่ยังต้อง “ผ่อนบ้าน” ก็สามารถนำดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นการกู้ยืมเงินเพื่อซื้อ เช่าซื้อ หรือสร้างอาคารอยู่อาศัย โดยจำนองอาคารที่ซื้อหรือสร้างเป็นประกันการกู้ยืม มาหักลดหย่อนค่าใช้จ่ายได้ตามจำนวนเงินที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 1 แสนบาท ได้เหมือนเดิม (ถ้ากู้ร่วมก็เฉลี่ยๆ ดอกเบี้ยกันไป แต่ต้องไม่เกิน 1 แสนบาทเช่นกัน)
แต่ในปีนี้และนับต่อจากนี้ไปอีก 5 ปี คนที่ซื้อ “บ้านหลังแรก” ซึ่งต้องไม่เคยมีบ้านเป็นของตัวเองมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นบ้านพร้อมที่ดิน และห้องชุดที่มีมูลค่าไม่เกิน 5 ล้านบาท เพื่ออยู่อาศัย (ขอย้ำว่าเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย และไม่รวมการซื้อที่ดินเปล่าเพื่อนำมาปลูกบ้าน) โดยต้องโอนกรรมสิทธิ์ในระหว่างวันที่ 21 ก.ย. 2554–31 ธ.ค. 2555 จะสามารถใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ 10% ของราคาบ้าน
เพียงแต่จำนวนเงินที่ได้รับยกเว้นภาษีจะไม่ได้นำมาใช้สิทธิในปีเดียว แต่จะต้องแบ่งการใช้สิทธิเป็น 5 ปีภาษี ปีละเท่าๆ กัน และเริ่มใช้สิทธิครั้งแรกภายใน 5 ปีภาษี ซึ่งเมื่อเริ่มใช้สิทธิครั้งแรกแล้วจะต้องใช้สิทธิต่อเนื่องเป็นเวลา 5 ปีภาษีติดต่อกัน
วิธีการคำนวณสิทธิภาษีที่จะได้รับในแต่ละปี คือ นำราคาบ้านที่ไม่เกิน 5 ล้านบาท มาคูณด้วย 10% จากนั้นก็หารด้วย 5 เช่น นาง ก. ซื้อบ้านหลังแรกราคา 5 ล้านบาท และโอนกรรมสิทธิ์ในปี 2554 นาง ก. สามารถเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่ปีภาษี 2554–2558 ในจำนวนเงินปีละ 1 แสนบาท โดยนำตัวเลขไปกรอกใน “ข้อ 13 หักภาษีเงินได้ที่ได้รับยกเว้นจากการซื้ออสังหาริมทรัพย์” โดยต้องกรอกราคาบ้านลงไปด้วย
เมื่อสามารถใช้สิทธิยกเว้นภาษีได้ 5 ปีต่อเนื่องกัน เพราะฉะนั้นเงื่อนไขอีกข้อของการใช้สิทธิ “บ้านหลังแรก” คือ ต้องมีกรรมสิทธิ์ในบ้านไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันที่โอนกรรมสิทธิ์ แปลว่า ห้ามขายภายในเวลา 5 ปี
ถ้ากำลังผ่อน “บ้านหลังแรก” ที่ถูกน้ำท่วม จะได้รับสิทธิเต็มที่ เพราะจะได้รับทั้งสิทธิลดหย่อนค่าซ่อมแซม ลดหย่อนดอกเบี้ยซื้อบ้าน และยกเว้นภาษีบ้านหลังแรก แต่ก็ไม่รู้ว่าจะดีใจหรือเสียใจดี
คนกตัญญู
นอกจากจะนำค่าอุปการะเลี้ยงดูพ่อแม่ และพ่อแม่ของคู่สมรสที่อายุ 60 ปีขึ้นไป และมีเงินได้พึงประเมินไม่เกิน 3 หมื่นบาทในปีภาษีนั้น จะสามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้คนละ 3 หมื่นบาทแล้ว อีกรายการหนึ่งที่ “คนกตัญญู” จะลืมไม่ได้ คือ จะได้รับยกเว้นเบี้ยประกันสุขภาพของพ่อแม่ และพ่อแม่ของคู่สมรสที่ไม่มีเงินได้ โดยได้รับยกเว้นตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่รวมกันแล้วไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท
คนมีประกัน
เริ่มมาตั้งแต่ปีภาษี 2553 ที่เบี้ยประกันสามารถหักลดหย่อนได้ 3 แสนบาท จากการซื้อประกัน 2 ประเภท คือ ประกันชีวิต และประกันชีวิตแบบบำนาญ
เบี้ยประกันชีวิต (แบบธรรมดา) นำมาลดหย่อนได้ตามจำนวนเงินที่จ่ายไปจริง ส่วนแรกหักได้ 1 หมื่นบาท ส่วนที่เกิน 1 หมื่นบาท จะหักได้ไม่เกินเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่าย แต่ไม่เกิน 9 หมื่นบาท รวมกันแล้วสามารถหักลดหย่อนได้ไม่เกิน 1 แสนบาท
เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ ที่บริษัทประกันจะต้องระบุในใบเสร็จรับเงินเบี้ยประกันไว้อย่างชัดเจนว่าเป็น “เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ” สามารถลดหย่อนภาษีได้ตามกฎกระทรวงการคลัง สามารถนำมาหักลดหย่อนได้อีก 2 แสนบาท
แต่ในส่วนนี้ต้องไม่เกิน 15% ของเงินได้พึงประเมิน และเมื่อรวมกับเงินได้ที่จ่ายเข้ากองทุนประเภทเดียวกันอื่นๆ เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กบข. กองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมาย และเงินลงทุนกองทุน RMF แล้วจะต้องไม่เกิน 5 แสนบาท







