
เปิดโผ 4 บริษัทจีนเข้าวินแท็ปเล็ต
คณะกรรมการแท็ปเล็ตป.1 เปิดรายชื่อ 4 บริษัทผู้ผลิตจีนเข้าวิน เตรียมเคาะเลือก 5 มี.ค.นี้
คณะกรรมการแท็ปเล็ตป.1 เปิดรายชื่อ 4 บริษัทผู้ผลิตจีนเข้าวิน เตรียมเคาะเลือก 5 มี.ค.นี้
น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที เปิดเผยว่า คณะกรรมการนโยบายแท็ปเล็ตป.1 ที่มี นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธาน จะประชุมในวันที่ 5 มี.ค. เพื่อเลือก บริษัทผู้ผลิตแท็ปเล็ตจากประเทศจีนที่ขณะนี้ทางรัฐบาลจีนได้เสนอบริษัทผู้ผลิตที่สามารถผลิตได้ตามคุณสมบัติ หรือ สเปกที่กำหนด 4 บริษัท คือ หัวเว่ย เทคโนโลยี ทีซีแอล ไฮเออร์ และ สโคป
ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการที่ดูแลเรื่องสเปก จะเดินทางไปประเทศจีนระหว่างวันที่ 3-4 มี.ค.นี้ เพื่อศึกษารายละเอียดของทั้ง 4 บริษัทก่อนจะนำเสนอให้คณะกรรมการชุดใหญ่ เป็นผู้พิจารณา ซึ่งคาดว่าจะเลือกบริษัทผู้ผลิตเพียงรายเดียว เพื่อสามารถต่อรองราคาต่อเครื่องเปิดโผ 4 บริษัทจีนเข้าวินแท็ปเล็ต ให้ต่ำลงได้อีกจากที่กำหนดไว้ 3,100 บาท หลังจากนั้นจะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม.พิจารณาอนุมัติวันที่ 6 มี.ค.
สำหรับสเปกที่รัฐบาลไทยได้มอบหมายให้รัฐบาลจีนจัดหาผู้ผลิตยังคงเป็นสเปกเดิม คือ หน้าจอสัมผัส 7 นิ้ว หน่วยบันทึกข้อมูล 16 กิกะไบต์ หน่วยประมวลผลกลาง หรือ ซีพียู แบบดูอัล คอร์ ไม่ต่ำกว่า 1 กิกะเฮิร์ตซ และหน่วยความจำหลักไม่น้อยกว่า 512 เมกะไบต์ ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 3.2 (Honeycomb ) และรองรับ แอนดรอยด์ 4.0 (Ice Cream Sandwich) ได้
น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า โครงการแท็ปเล็ตป.1 ถือเป็นส่วนหนึ่งของโครงการสมาร์ท ไทยแลนด์ ที่เน้นกระจายการใช้งานทั้งเรื่องอปุกรณ์และโครงข่ายให้เข้าถึงประชาชนทั่วประเทศอย่างเท่าเทียมภายในปี 2558 มุ่งลดค่าใช้จ่ายด้านไอทีให้เหลือ 3%ของรายได้ประชากร จากปัจจุบันอยู่ในอัตรา 6.5% ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ มาเลเซียมีค่าใช้จ่ายด้านนี้เพียง 1% เท่านั้น
นอกจากนี้ ยังเป็นการช่วยเพิ่มจีดีพีของประเทศได้มากขึ้น จากผลการวิจัยของบริษัทระดับโลกชี้ให้เห็นชัดเจนว่า ทุกการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง หรือ บรอดแบนด์ 10% จะช่วยเพิ่มจีดีพี 1.38% ซึ่งนโยบายที่สำคัญของรัฐบาลต่อจากนี้ คือ การลงทุนซ้ำซ้อนด้านโครงข่ายจะต้องไม่เกิดขึ้นอีก
รวมทั้งจะสามารถทำให้อันดับการน่าลงทุนด้านไอซีทีของไทยขยับสูงมาอยู่ที่อันดับ 34 ภายในปี 2558 หลังจากช่วง 5 ปีที่ผ่านมา อันดับไอซีทีของไทยลดลงอย่างต่อเนื่องจาก 37 ตกไป 49 และ 59 เมื่อปีที่ผ่านมา สวนทางกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามที่อันดับขยับสูงขึ้นมาอยู่ที่ 37 แทนประเทศไทย







