posttoday
วิกฤตหมอกควันกับปัญหาโลกร้อน (ตอน 2)

วิกฤตหมอกควันกับปัญหาโลกร้อน (ตอน 2)

01 มีนาคม 2555

ปัญหาหมอกควัน หรือเขม่าดำจากการเผาที่ฟุ้งกระจายอยู่ในบรรยากาศ

โดย...สืบศักดิ์ สืบสายอ่อน

ปัญหาหมอกควัน หรือเขม่าดำจากการเผาที่ฟุ้งกระจายอยู่ในบรรยากาศอันมีสาเหตุจากการเผาป่าหรือพื้นที่ทางการเกษตร รวมทั้งมลพิษจากการคมนาคมขนส่งที่ฟุ้งกระจายบนท้องถนน และแห่งอุตสาหกรรมถลุงแร่ต่างๆ นั้น ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “Black Carbon” ซึ่งถือเป็นตัวการหนึ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาโลกร้อนและกำลังถูกจับตามองเป็นพิเศษ เพื่อจำกัดและควบคุมผลกระทบต่ออุณหภูมิของโลกและสุขภาวะของมนุษย์ ซึ่งในปัจจุบันมีการร่วมมือกันระหว่างประเทศแล้ว นั้นคือ กรอบความร่วมมือ “Climate and Clean Air Coalition” หรือ CCA

CCA คือ กรอบความร่วมมือของประเทศผู้ก่อตั้ง 6 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา บังกลาเทศ กานา เม็กซิโก และสวีเดน เพื่อร่วมมือกันกำหนดมาตรการในการควบคุมมลพิษในกลุ่ม “ShortLived Climate Pollutant” หรือกลุ่มมลพิษที่ก่อให้เกิดปัญหาโลกร้อนซึ่งสะสมอยู่ในบรรยากาศในระยะสั้น อันประกอบด้วย Black Carbon (เขม่าและฝุ่นละอองจากการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์) ก๊าซมีเทน และก๊าซไฮโดรฟูออโรคาร์บอน (HFCs) เป็นต้น

มลพิษกลุ่มนี้นอกจากจะสร้างปัญหาสภาวะเรือนกระจกแล้ว ยังสร้างผลกระทบต่อสุขภาวะของมนุษย์อย่างทันทีทันใด ดังตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดนั้นคือ วิกฤตหมอกควันในภาคเหนือของไทยซึ่งเกิดจากปัญหาการเผาพื้นที่ทางการเกษตรและบุกรุกป่านานนับสัปดาห์จนระดับความเข้มข้นของฝุ่นละอองเกินมาตรฐานความปลอดภัย รวมทั้งยังสร้างผลกระทบต่อวิสัยทัศน์ในการจราจรและการท่องเที่ยว

ที่น่าตกใจที่สุด คือ ปัญหาหมอกควันเกิดขึ้นทุกปีและมีระดับความรุนแรงของปัญหาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง!

คำถามน่าสนใจจากการมีกรอบความร่วมมือดังกล่าว สำหรับประเทศไทยนั้น อาจมองได้สองนัยคือ นัยต่อผลกระทบทางการค้าระหว่างประเทศ พิจารณาได้ว่า มาตรการภายใต้กรอบความร่วมมือ CCA อาจสร้างข้อกีดกันทางการค้าในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศเกษตรกรรม) เนื่องจากก๊าซมีเทนพบได้จากการหมักหมมของซากพืชซากสัตว์และกิจกรรมทางการเกษตร เช่น การผลิตก๊าซธรรมชาติ การปลูกข้าว และการทำปุ๋ยชีวภาพ ในขณะที่ Black Carbon พบได้จากกรณีการเผาพื้นที่เกษตรกรรมเพื่อการเตรียมพื้นที่เพาะปลูก หรือการเผาเพื่อบุกรุกป่า

ดังนั้น หากมีการกำหนดมาตรการควบคุมที่เข้มงวดในประเทศผู้นำเข้าอย่างเช่น สหรัฐอเมริกา ย่อมส่งผลให้เกิดแรงกดดันจากผู้ผลิตสินค้าเกษตรกรรม (หรือสินค้าที่อาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้นของการดำเนินการตามมาตรการ) ส่งถ่ายไปยังภาครัฐเพื่อให้ออกมาตรการปกป้องความสามารถทางการแข่งขันภายในประเทศ เพื่อให้ประเทศผู้ส่งออกอย่างเช่นไทย ซึ่งอาจไม่มีมาตรการควบคุมมลภาวะที่เข้มงวดเพียงพอต้องถูกกดดันให้มีมาตรการที่เฉกเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้หากพิจารณาความเป็นไปได้จะเห็นได้ว่า สหรัฐอเมริกาเองเคยมีความพยายามออกร่างกฎหมายอันมีสาระสำคัญในการกดดันประเทศคู่ค้าให้ปรับระดับความเข้มงวดของมาตรการควบคุมก๊าซเรือนกระจกมากยิ่งขึ้น

สำหรับนัยด้านการพัฒนามาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของไทย พิจารณาได้ว่า ปัจจัยสภาพปัญหาหมอกควันที่เกิดขึ้นในประเทศไทยมีแนวโน้มที่รุนแรงมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จึงมีความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องออกมาตรการควบคุมปัญหาหมอกควันที่ความเข้มงวดมากยิ่งขึ้น เพื่อป้องปรามไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าวซ้ำซาก รวมทั้งการให้ความรู้ความเข้าใจกับเกษตรกรถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม ปัญหาหมอกควันเป็นปัญหาในระดับภูมิภาค การอาศัยแนวคิดในการสร้างกรอบความร่วมมือกันระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง (ได้แก่ ไทย เขมร พม่า และลาว) เพื่อควบคุมต้นตอของปัญหาการเผาพื้นที่ทางการเกษตร การบุกรุกป่า ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นที่จะต้องประสานความร่วมมืออย่างเร่งด่วน และอาจนำไปสู่การยกระดับขอบเขตของผลกระทบไปยังกลุ่มมลพิษ ShortLived Climate Pollutant ก็เป็นได้

ดังนั้น การที่ประเทศไทยมีกรอบมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดและชัดเจนในระดับประเทศและในระหว่างประเทศ จะส่งผลดีต่อสุขภาวะของประชาชนในประเทศและอนุภูมิภาค รวมถึงอาจใช้เป็นเงื่อนไขโต้ตอบและรับมือกับประเทศคู่ค้าซึ่งอาจใช้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมเป็นเครื่องมือกีดกันทางการค้าในอนาคตได้อีกแนวทางหนึ่ง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท