
รัฐขยายพื้นที่กันน้ำท่วมภาคอสังหาฯมั่นใจเอาอยู่
ตลาดอสังหาริมทรัพย์หลังผ่านวิกฤตน้ำท่วม เริ่มเห็นภาพแห่งความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนขึ้น
ตลาดอสังหาริมทรัพย์หลังผ่านวิกฤตน้ำท่วม เริ่มเห็นภาพแห่งความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนขึ้น
ทั้งในแง่ของภาครัฐที่เริ่มวางระบบการบริหารจัดการน้ำ พฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภค และการปรับตัวตั้งรับของผู้ประกอบการ ซึ่งจะทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์พลิกโฉมหน้าใหม่อีกครั้ง
วิเชียร ชวลิต เลขาธิการคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) กล่าวในงานสัมมนาอสังหาริมทรัพย์ ดัชนีชี้เศรษฐกิจ ปี 2012 ว่า ภายในเดือน มี.ค.นี้ จะประกาศพื้นที่รับน้ำหรือแก้มลิง และพื้นที่ที่จะใช้เป็นทางผ่านของน้ำหรือฟลัดเวย์ทั้งหมดว่ามีอยู่ตรงไหนบ้าง เพื่อให้ประชาชนและผู้มีผลกระทบได้รับทราบข้อมูล และจะมีการประกาศหลักเกณฑ์ในการชดเชยให้ในเร็วๆ นี้เช่นกัน
ในส่วนของพื้นที่ฟลัดเวย์ทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกของ กทม. จะทำหน้าที่รับน้ำส่วนเกินจากแม่น้ำเจ้าพระยาระบายลงทั้งสองฝั่ง โดยฝั่งตะวันออกจะใช้แนวคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิตระบายน้ำ 600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และฝั่งตะวันตกจะใช้แนวแม่น้ำท่าจีนระบายน้ำ 400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
นอกจากนี้ ยังได้กำหนดแนวป้องกันน้ำในเขต กทม.และปริมณฑลใหม่ โดยฝั่งตะวันออกขยับจากแนวถนนหทัยราษฎร์มาเป็นแนวถนนนิมิตรใหม่ ด้านเหนือฝั่งตะวันออกแนวป้องกันเดิมอยู่ที่คลองหกวาล่าง จะขยับขึ้นไปถึงแนวคลองรังสิต ด้านเหนือฝั่งตะวันตกเดิมใช้คลองมหาสวัสดิ์ จะขยับขึ้นไปถึงคลองพระยาบันลือ ส่วนฝั่งตะวันตกแนวป้องกันคือแม่น้ำท่าจีน
ด้าน ชูเกียรติ ทรัพย์ไพศาล คณะกรรมการ กยน. กล่าวว่า แนวทางการบริหารจัดการน้ำที่กำหนดไว้จะกันพื้นที่เศรษฐกิจ โดยการกระจายน้ำเข้าทุ่งที่เป็นแก้มลิงโดยมีการเยียวยาในพื้นที่เกษตร ส่วนพื้นที่เมือง ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจจะต้องมีการป้องกัน ในพื้นที่ตั้งแต่ใต้พระนครศรีอยุธยาลงมา และใต้คลองพระยาบันลือต้องเป็นพื้นที่ที่น้ำไม่ท่วม ด้วยการปล่อยน้ำไหลผ่านแม่น้ำเจ้าพระยา ท่าจีน ป่าสัก และคลองต่างๆ อย่างเต็มขีดความสามารถ ซึ่งจะทำให้พื้นที่ทำโครงการบ้านจัดสรรจะไม่มีน้ำท่วมเหมือนปีที่แล้ว ถ้าบริหารจัดการน้ำได้ตามแผนที่วางไว้
ด้าน อิสระ บุญยัง นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า หลังจากที่พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ในการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลผ่านการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้ภาคเอกชนเชื่อมั่นมากขึ้นว่ารัฐบาลจะสามารถบริหารจัดการน้ำได้เร็วขึ้น ขณะเดียวกันรัฐบาลจะต้องจัดทำผังเมืองใหม่ให้มีความชัดเจน โดยเฉพาะผังระดับภาคและระดับประเทศที่จะต้องนำมาใช้อย่างจริงจังในการวางแผนใช้ประโยชน์ที่ดิน
สำหรับตลาดธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้น่าจะเติบโตใกล้เคียงจากปีที่ผ่านมา ขณะที่ผู้ซื้อยังรอดูในเรื่องมาตรการการจัดการน้ำของรัฐบาลว่าจะมีความน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน อีกทั้งเศรษฐกิจโดยรวมยังมีผลต่อยอดขายหากเศรษฐกิจฟื้นตัวได้กำลังซื้อก็จะกลับมา โดยคาดว่าตลาดน่าจะเริ่มฟื้นตัวในช่วงไตรมาส 2
นอกจากการความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากภาครัฐแล้ว ในส่วนของผู้บริโภคก็มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการซื้อเช่นกัน วิทวัส รุ่งเรืองผล อาจารย์ประจำโครงการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า จากการวิจัยพฤติกรรมของผู้ซื้อบ้านหลังน้ำท่วม พบว่าการเลือกซื้อของผู้บริโภคจะเปลี่ยนแปลงไป โดยในปี 2555-2556 ผู้บริโภคที่มีทางเลือกจะเลือกซื้อที่น้ำไม่ท่วม หรือท่วมแล้วน่าจะเสียหายน้อย หรือหาซื้อบ้านหลังที่สองสำรองไว้
ขณะที่แนวโน้มของอาคารชุดยังไปได้อีกไกลในทุกทำเล และจะเกิดตลาดใหม่ของอาคารชุดในย่านชานเมืองที่ราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท มาแทนตลาดทาวน์เฮาส์ หากในปีนี้น้ำท่วมซ้ำในพื้นที่เดิมขึ้นมาอีกครั้ง จะมีผลต่อการเปลี่ยนทำเลในการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยใหม่ ซึ่งมีผลต่อดีมานด์ในพื้นที่นั้นโดยตรง
นอกจากนี้ การเลือกซื้อยังมีผลมาจากการพิจารณาปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน เพราะโครงการในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมมีความเป็นไปได้สูงที่จะถูกลดวงเงินสินเชื่อ เพราะสำหรับผู้บริโภคการให้วงเงินกู้ 100% กับ 70% มีผลต่อการตัดสินใจซื้ออย่างมาก







