posttoday
พพ.จับมือ2กท.ปลดล็อคใช้ที่สปก.ตั้งโรงไฟฟ้าชีวมวล

พพ.จับมือ2กท.ปลดล็อคใช้ที่สปก.ตั้งโรงไฟฟ้าชีวมวล

03 มีนาคม 2553

พพ.จับมือกระทรวงเกษตรฯและกระทรวงทรัพย์ฯลงนามเอ็มโอยูหวังปลดล็อคพื้นที่สปก.ตั้งโรงไฟฟ้าชีวมวลตลอดจนกำหนดพื้นที่เพาะปลูกพืชพลังงานทดแทนให้เพียงพอ

พพ.จับมือกระทรวงเกษตรฯและกระทรวงทรัพย์ฯลงนามเอ็มโอยูหวังปลดล็อคพื้นที่สปก.ตั้งโรงไฟฟ้าชีวมวลตลอดจนกำหนดพื้นที่เพาะปลูกพืชพลังงานทดแทนให้เพียงพอ

นายไกรฤทธิ์  นิลคูหา   อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิดเผยว่า ทางพพ.เตรียมลงนามความร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมกันศึกษาศักยภาพพื้นที่ในการตั้งโรงไฟฟ้าชีวมวล โดยเฉพาะบางพื้นที่ที่เหมาะสมแต่ติดปัญหาเป็นที่ดินของ สำนักงานปฏิรูปที่เดินเพื่อการเกษตร(สปก.) จำเป็นต้องมีการขออนุญาตก่อนเข้าใช้พื้นที่

ทั้งนี้หากมีการลงนามร่วมความร่วมมือร่วมกันอย่างเป็นทางการจะทำให้ลดปัญหาและอุปสรรคในใช้พื้นที่สปก.ได้  เนื่องจากที่ผ่านมาการส่งเสริมโรงไฟฟ้าชีวมวลยังไม่คืบหน้ามากนัก ตามเป้าหมายกำหนดไว้จะมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าตามแผนพลังงานทดแทน 15 ปี (2552-2564) ไว้ที่ 2,700 เมกะวัตต์ แต่ปัจจุบันยังส่งเสริมได้เพียง 1,800  เมกะวัตต์ เท่านั้น ส่วนหนึ่งก็เกิดจากปัญหาการใช้พื้นที่ ซึ่งอยู่ตามไหล่เขา หรือในเขตป่า  และปัญหาในการขนย้ายอุปกรณ์ติดตั้ง ที่ยังไม่ได้รับความสะดวก

นอกจากนี้จะมีการกำหนดพื้นที่การเพาะปลูกพืชพลังงานทดแทนเช่น ปาล์มน้ำมัน  ให้เพียงพอกับการผลิตไบโอดีเซล  (บี100)เนื่องจากในปี 2554 มีเป้าหมายที่จะบังคับเพิ่มสัดส่วนการใช้บี100ผสมดีเซล จาก 2% เป็น 5%  หรือ บี5  ซึ่งจำเป็นต้องวางแผนพืชวัตถุดิบและกำลังการผลิตให้เพียงพอด้วย

“พยายามผลักดันแผนพลังงานทดแทน15ปีให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้  ที่ผ่านมาได้รับการสนใจจากภาคเอกชนที่สนใจเข้ามาลงทุนตั้งโรงไฟฟ้า ที่ผลิตจากพลังงานลม มีผู้สนใจยื่นเข้ามา1,800 เมกะวัตต์ มากกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้จำนวน 700 เมกะวัตต์ ในขณะที่โรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์มีผู้สนใจยื่นเข้ามา 1,200 เมกะวัตต์ แต่เป้าหมายกำหนดไว้เพียง 500 เมกะวัตต์   ซึ่งหลังจากนี้คงต้องติดตามว่าเอกชนที่ยื่นโครงการลงทุนไว้จะมีการดำเนินการโครงการได้จริงมากน้อยแค่ไหน รวมทั้งการลงนามกับ กระทรวงเกษตรและกระทรวงทรัพยฯน่าจะมีส่วนผลักดันให้การตั้งโรงไฟฟ้าชีวมวลทำได้ง่ายขึ้นด้วย ”นายไกรฤทธิ์ กล่าว

นายสุเทพ   เหลี่ยมศิริเจริญ   รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.)  กล่าวว่าการส่งเสริมพลังงานทดแทนของรัฐบาลทำให้ประชาชนหันมาใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น โดยเฉพาะการพัฒนาพลังงานลม  จึงจำเป็นต้องศึกษาศักยภาพพื้นที่ในการตั้งโรงไฟฟ้าพลังงานลมและจัดทำเป็นแผนที่พลังงานลมของประเทศ ใหม่ เพื่อให้มีข้อมูลที่ทันสมัยและถูกต้องมากขึ้น

ส่วนปัญหาการขอใช้พื้นที่สปก. ในการพัฒนาพลังงานลมผลิตไฟฟ้านั้น จากผลการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เห็นชอบที่จะจัดกิจกรรมผลิตไฟฟ้า และสนับสนุนการใช้ที่ดินให้สามารถดำเนินการต่อไป โดยคิดค่าตอบแทนในลักษณะเดียวกับกิจการทำเหมืองแร่ โดยเรียกเก็บเป็น 2 ส่วน คือ เก็บค่าเช่นในอัตรา 3%  ของราคาประเมินที่ดินของกรมธนารักษ์แบบรายปี และเรียกเก็บค่าตอบแทนการใช้ประโยชน์ที่ดินในอัตรา 3.5 หมื่นบาทต่อไร่ต่อปี

สำหรับผลการดำเนินงานด้านอนุรักษ์พลังงานตั้งแต่ 2535 จนถึงปัจจับัน ทั้งในภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ ตลอดจนภาคครัวเรือน สามารถประหยัดพลังงานได้สูงถึง 5.09 หมื่นล้านาท หรือประมาณ 2,038  กิโลตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ  และยังลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้สูงถึง 6.25 ล้านตันคาร์บอน

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท