
เปิดเวทีระดมกึ๋นซีอีโอ เรียกความเชื่อมั่นประเทศไทย
การจัดงานสัมมนาซีอีโอ ฟอรัม โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
การจัดงานสัมมนาซีอีโอ ฟอรัม โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
ได้เชิญผู้บริหารจากบริษัทชั้นนำทั่วโลกเข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้บริหารภาครัฐและเอกชนของไทย เกี่ยวกับบรรยากาศและโอกาสการลงทุนในประเทศไทยภายใต้การเปลี่ยนแปลงของโลก เริ่มจากโดยมีนายโทนี่ แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีประเทศอังกฤษ ร่วมปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “โอกาสและความท้าทายของโลกโลกาภิวัฒน์”
โทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีของอังกฤษ กล่าวว่า บทเรียนสำคัญ 5 ประการของรัฐบาลทั่วโลกที่ต้องใช้ในยุคโลกาภิวัตน์ ได้แก่ 1.การเมืองและเศรษฐกิจต้องสัมพันธ์กัน รัฐบาลต้องร่วมมือกับเอกชนสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อประโยชน์ในการทำธุรกิจอย่างเป็นธรรม รวมถึงต้องผูกพันกับประชาชน สิ่งนี้เรียกว่าการเมืองทางเลือกที่สาม
2.รัฐบาลจะต้องปรับปรุงสวัสดิการให้มีคุณภาพสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงและสร้างความเป็นธรรมให้เกิดแก่สังคม สร้างดุลยภาพระหว่างรัฐในการให้บริการ ยืดหยุ่นได้ รวมถึงนำเทคโนโลยีมาบูรณาการ 3.การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นเรื่องสำคัญที่สุดในอนาคต รัฐบาลต้องจ้างงานในอัตราที่เหมาะสม ไม่เน้นแค่การศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพัฒนาควบคู่กับภาคธุรกิจ 4.ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในสังคม และ 5.ยอมรับความแตกต่างทางการเมือง
“ขณะนี้ประเทศไทยยังมีประเด็นเรื่องความปรองดองอยู่ แต่ไทยยังมีข้อดีที่สำคัญมาก คือ คนไทยเป็นผู้ที่มีความเคารพคนอื่น มีความพร้อมในการปรองดอง สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสและศักยภาพที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นได้ในอนาคต” แบลร์ กล่าว
สุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน กล่าวว่า ไทยต้องทำงานร่วมกับอาเซียนเพื่อให้การชักจูงการลงทุนสอดคล้องกัน เช่น การแก้ไขกฎหมายให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนได้สะดวก นอกจากนี้ต้องมองว่าการลงทุนจากต่างประเทศไม่ใช่เรื่องเสียหาย ไม่ควรรังเกียจบริษัทที่เข้ามาลงทุนว่าจะนำกำไรออกไป โดยหลายประเทศกำลังแก้กฎหมายภายในเพื่อให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนได้สะดวก ซึ่งการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ของอาเซียนในปี 2552-2553 เพิ่มขึ้นเท่าตัว จาก 3.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 7.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนใหญ่อยู่ในภาคบริการ 70 %
ศุภชัย พานิชภักดิ์ เลขาธิการที่ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด) กล่าวว่า การลงทุนครั้งใหญ่ของรัฐบาลไม่ใช่การป้องกันน้ำท่วมเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งมีความจำเป็น เพราะในช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของไทยน้อย โดยการชักจูงการลงทุนจะต้องมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรมนุษย์ แต่การพัฒนาทั้งสองเรื่องของไทยน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งรัฐบาลมีเงินลงทุนอยู่แล้ว และอาจร่วมลงทุนกับภาคเอกชนก็ได้
โยชิฮิสะ คาอินุมะ ประธานบริษัทและประธานกรรมการบริหาร บริษัท มินิแบ ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า มินิแบยังคงไว้ใจรัฐบาลในการวางมาตรการป้องกันน้ำท่วม และพอใจที่รัฐบาลมีนโยบายด้านการประกันภัย โดยขณะนี้โรงงานอยู่ระหว่างการฟื้นฟู และคาดว่าจะกลับมาเดินเครื่องการผลิตได้เต็มที่ภายใน 4-5 เดือน ขณะเดียวกันยังได้ลงทุนสร้างโรงงานใหม่ที่บางปะอิน มูลค่า 75 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยจะเปิดดำเนินการได้ในช่วงครึ่งปีหลัง
สำหรับการปรับตัวของบริษัทหลังจากนี้จะมีการกระจายความเสี่ยงในการจัดหาวัตถุดิบให้มากขึ้น โดยขณะนี้ได้ไปลงทุนในประเทศกัมพูชา ในส่วนของการผลิตที่ต้องใช้แรงงานมาก ส่วนในเมืองไทยจะเน้นการผลิตที่เพิ่มมูลค่าสินค้ามากขึ้น
แพท ดอว์สัน ประธานบริษัท ดาวน์ เคมิคอล ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า ยืนยันจะลงทุนในเมืองไทยต่อ เพราะไทยเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของบริษัทในภูมิภาคอาเซียน ผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมไม่ได้ทำให้นักลงทุนสูญเสียความมั่นใจที่จะลงทุนในประเทศไทย เนื่องจากเป็นปัญหาชั่วคราว และจากปัญหาดังกล่าวยังส่งผลดีให้รัฐบาลจำเป็นต้องวางแผนจัดการน้ำในระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพ
จอห์น เอฟ คอยน์ ประธานและผู้บริหารสูงสุด บริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า การผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ของบริษัทอยู่ในเมืองไทยกว่า 60% ความสำเร็จของอุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์อยู่ที่มีการรวมตัวกัน แต่การรวมกลุ่มกันก็ก่อให้เกิดความเสี่ยง ซึ่งความเสี่ยงดังกล่าวได้เกิดขึ้นในเมืองไทย โดยมีโรงงานผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์กว่า 60 แห่ง ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม
อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงเชื่อมั่นการผลิตในเมืองไทย เนื่องจากแรงงานในประเทศไทยมีฝีมือ มีความมุ่งมั่นในการทำงาน ซึ่งทำให้บริษัทสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วหลังเหตุการณ์น้ำท่วม โดยฟื้นกลับมาผลิตได้ภายใน 46 วันหลังน้ำลด โดยบริษัทยังคงรักษาการส่งสินค้าให้ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง
ในส่วนมาตรการป้องกันน้ำท่วมของรัฐบาลที่นำเสนอเป็นแผนที่น่าเชื่อถือ และยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุน 5 ปี ถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก และเชื่อว่าจะไม่มีอะไรมากระทบต่อการดำเนินการตามแผนได้







