
วิกฤตการเมือง ครองแชมป์ความเสี่ยงเศรษฐกิจไทย
....เอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์
ถึงแม้ว่าคดียึดทรัพย์ประวัติศาสตร์จะได้ข้อยุติแล้ว แต่ไม่ได้ทำให้สถานการณ์การเมืองดีขึ้น และยังคงเป็นอาฟเตอร์ช็อก (Aftershock) ที่จะคอยคุกคามเศรษฐกิจไทยไปตลอดทั้งปีนี้ อย่างไรก็ตาม ไม่เพียงแต่วิกฤตการเมืองเท่านั้นที่เป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทย เรายังตกอยู่ท่ามกลางวิกฤตรอบด้านไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่มาบตาพุด ภาวะเศรษฐกิจโลก และผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง (Climate Change) จากวิกฤตสภาวะโลกร้อน (Global Warming) ที่แม้ว่าจะยังคงเป็นเรื่อง
“ไกลตัว” แต่ดูเหมือน “ใกล้เข้ามาทุกที” จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้นในที่ต่างๆ รอบตัวเรา ทำให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงรอบด้านความเสี่ยง (Risk) สามารถตีความง่ายๆ คือโอกาสหรือความเป็นไปได้ที่จะเกิดความเสียหาย ดังนั้นองค์ประกอบหลักของความเสี่ยงจึงมี 2 ส่วนคือ
“ความเสียหาย” และ “ความเป็นไปได้” เช่น ในกรณีภัยพิบัติทางธรรมชาติ แม้ว่าเกิดแล้วจะสร้างความเสียหายมาก แต่โอกาสเกิดน้อย ความเสี่ยงก็ไม่มาก และในกรณีอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นแม้จะมีโอกาสเกิดขึ้นมาก แต่ก็ไม่สร้างความเสียหายนัก อย่างนี้ความเสี่ยงก็ไม่เท่าไรเช่นกัน ดังนั้นเมื่อพิจารณาในแง่ความเสี่ยงหรือความเป็นไปได้ที่จะเกิดความเสียหายในเศรษฐกิจไทยจึงต้องยกให้ 3 ประเด็นหลักๆ คือ การเมือง มาบตาพุด และวิกฤตเศรษฐกิจโลกการเมืองคงไม่ต้องวิเคราะห์มาก เพราะเป็นที่ทราบกันอยู่ว่ายังคงมีความขัดแย้งในสังคม แบ่งฝักแบ่งฝ่ายและมีโอกาสจะเกิดการ
“ปะทะ” หรือปะทุเป็นความรุนแรงได้ทุกเมื่อ ซึ่งจะส่งผลร้ายต่อภาคธุรกิจในหลายๆ ส่วน ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยว การลงทุน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยังคงจำเป็นในการฟื้นฟูเศรษฐกิจจากที่ย่ำแย่ถดถอยในปีที่ผ่านมา ส่วนปัญหามาบตาพุดก็ยังคงคาราคาซัง และมีทีท่าที่จะแผ่ขยายออกไปในนิคมอุตสาหกรรมอื่นๆ ถ้ายังไม่มีข้อยุติในนิคมมาบตาพุด ซึ่งจะทำลายความเชื่อมั่นและบรรยากาศการลงทุนในบ้านเรา ซึ่งหลายๆ สำนักประเมินว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้จะอยู่ที่ 34% และเป็นสัดส่วนของการเติบโตของการลงทุนประมาณ 12% ถ้าการลงทุนเสียหายการเติบโตทางเศรษฐกิจก็จะลดลง คือการเติบโตจะเหลือเพียง 13% นี่ยังไม่รวมความเสียหายจากการย้ายฐานการลงทุน เพราะถ้าเกิดขึ้นจริงเศรษฐกิจไทยคง “เข้าเนื้อ” มากกว่านี้ส่วนวิกฤตเศรษฐกิจโลกก็ยังคงเป็นภัยคุกคามอยู่ ซึ่งก็เป็นการย้ายส่วนของ
“เนื้อร้าย” จากในแถบอเมริกา ที่พอรักษาทุเลาลง กลับไปสาหัสในแถบยุโรปทำให้เกิดกลุ่มประเทศ “หมูหลายตัว” หรือ PIIGS ที่ประกอบด้วยโปรตุเกส ไอร์แลนด์ อิตาลี กรีซ และสเปน ทำให้เศรษฐกิจที่ทำท่าจะฟื้นตัวในปีนี้กลับเกิดความกังวลว่าคราวนี้ “เงินยูโร” จะเป็นตัวป่วนเศรษฐกิจ หลังจากที่ “ดอลลาร์” ทำปั่นป่วนไว้ในปีที่แล้ว อย่างไรก็ตามประเทศในแถบเอเชียซึ่งรวมทั้วเราค่อนข้างมีการฟื้นตัวที่ดีกว่า บางที่ก็ “ดีเกินไป” เช่นจีน ทำให้มีการประเมินว่าหลายๆ ประเทศต้อง “ถอน” มาตรการกระตุ้นหรือ Exit Strategy โดยการทยอยขึ้นดอกเบี้ยตามหลังอเมริกา ซึ่งขึ้นไปแล้วในเร็วๆ นี้ประเด็นความเสี่ยงอื่นๆ ยังคงมีแต่ไม่ได้คุกคามเศรษฐกิจไทยมากนัก ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมัน อัตราแลกเปลี่ยน อัตราเงินเฟ้อหรือฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์และตลาดหุ้น อัตราดอกเบี้ย หนี้สาธารณะ ภัยคุกคามจากการก่อการร้ายและสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงที่มีโอกาสเกิดขึ้นน้อย แต่ก็เกิดถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งก็ต้อง
“จับตาวิกฤต” เหล่านี้ให้ดีเริ่มปีใหม่ไม่ทันไร เกิดแผ่นดินไหวแล้ว 23 ครั้งทั้งในเฮติ ในญี่ปุ่น และล่าสุดที่ชิลี แม้จะ
“ไกลตัว” แต่ก็ “เสียว” เหมือนกัน






