posttoday
วิกฤตการเมือง ครองแชมป์ความเสี่ยงเศรษฐกิจไทย

วิกฤตการเมือง ครองแชมป์ความเสี่ยงเศรษฐกิจไทย

03 มีนาคม 2553

....เอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์

 

ถึงแม้ว่าคดียึดทรัพย์ประวัติศาสตร์จะได้ข้อยุติแล้ว แต่ไม่ได้ทำให้สถานการณ์การเมืองดีขึ้น และยังคงเป็นอาฟเตอร์ช็อก (Aftershock) ที่จะคอยคุกคามเศรษฐกิจไทยไปตลอดทั้งปีนี้ อย่างไรก็ตาม ไม่เพียงแต่วิกฤตการเมืองเท่านั้นที่เป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทย เรายังตกอยู่ท่ามกลางวิกฤตรอบด้านไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่มาบตาพุด ภาวะเศรษฐกิจโลก และผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง (Climate Change) จากวิกฤตสภาวะโลกร้อน (Global Warming) ที่แม้ว่าจะยังคงเป็นเรื่อง “ไกลตัว” แต่ดูเหมือน “ใกล้เข้ามาทุกที” จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้นในที่ต่างๆ รอบตัวเรา ทำให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงรอบด้าน

ความเสี่ยง (Risk) สามารถตีความง่ายๆ คือโอกาสหรือความเป็นไปได้ที่จะเกิดความเสียหาย ดังนั้นองค์ประกอบหลักของความเสี่ยงจึงมี 2 ส่วนคือ “ความเสียหาย” และ “ความเป็นไปได้” เช่น ในกรณีภัยพิบัติทางธรรมชาติ แม้ว่าเกิดแล้วจะสร้างความเสียหายมาก แต่โอกาสเกิดน้อย ความเสี่ยงก็ไม่มาก และในกรณีอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นแม้จะมีโอกาสเกิดขึ้นมาก แต่ก็ไม่สร้างความเสียหายนัก อย่างนี้ความเสี่ยงก็ไม่เท่าไรเช่นกัน ดังนั้นเมื่อพิจารณาในแง่ความเสี่ยงหรือความเป็นไปได้ที่จะเกิดความเสียหายในเศรษฐกิจไทยจึงต้องยกให้ 3 ประเด็นหลักๆ คือ การเมือง มาบตาพุด และวิกฤตเศรษฐกิจโลก

การเมืองคงไม่ต้องวิเคราะห์มาก เพราะเป็นที่ทราบกันอยู่ว่ายังคงมีความขัดแย้งในสังคม แบ่งฝักแบ่งฝ่ายและมีโอกาสจะเกิดการ “ปะทะ” หรือปะทุเป็นความรุนแรงได้ทุกเมื่อ ซึ่งจะส่งผลร้ายต่อภาคธุรกิจในหลายๆ ส่วน ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยว การลงทุน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยังคงจำเป็นในการฟื้นฟูเศรษฐกิจจากที่ย่ำแย่ถดถอยในปีที่ผ่านมา ส่วนปัญหามาบตาพุดก็ยังคงคาราคาซัง และมีทีท่าที่จะแผ่ขยายออกไปในนิคมอุตสาหกรรมอื่นๆ ถ้ายังไม่มีข้อยุติในนิคมมาบตาพุด ซึ่งจะทำลายความเชื่อมั่นและบรรยากาศการลงทุนในบ้านเรา ซึ่งหลายๆ สำนักประเมินว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้จะอยู่ที่ 34% และเป็นสัดส่วนของการเติบโตของการลงทุนประมาณ 12% ถ้าการลงทุนเสียหายการเติบโตทางเศรษฐกิจก็จะลดลง คือการเติบโตจะเหลือเพียง 13% นี่ยังไม่รวมความเสียหายจากการย้ายฐานการลงทุน เพราะถ้าเกิดขึ้นจริงเศรษฐกิจไทยคง “เข้าเนื้อ” มากกว่านี้

ส่วนวิกฤตเศรษฐกิจโลกก็ยังคงเป็นภัยคุกคามอยู่ ซึ่งก็เป็นการย้ายส่วนของ “เนื้อร้าย” จากในแถบอเมริกา ที่พอรักษาทุเลาลง กลับไปสาหัสในแถบยุโรปทำให้เกิดกลุ่มประเทศ “หมูหลายตัว” หรือ PIIGS ที่ประกอบด้วยโปรตุเกส ไอร์แลนด์ อิตาลี กรีซ และสเปน ทำให้เศรษฐกิจที่ทำท่าจะฟื้นตัวในปีนี้กลับเกิดความกังวลว่าคราวนี้ “เงินยูโร” จะเป็นตัวป่วนเศรษฐกิจ หลังจากที่ “ดอลลาร์” ทำปั่นป่วนไว้ในปีที่แล้ว อย่างไรก็ตามประเทศในแถบเอเชียซึ่งรวมทั้วเราค่อนข้างมีการฟื้นตัวที่ดีกว่า บางที่ก็ “ดีเกินไป” เช่นจีน ทำให้มีการประเมินว่าหลายๆ ประเทศต้อง “ถอน” มาตรการกระตุ้นหรือ Exit Strategy โดยการทยอยขึ้นดอกเบี้ยตามหลังอเมริกา ซึ่งขึ้นไปแล้วในเร็วๆ นี้

ประเด็นความเสี่ยงอื่นๆ ยังคงมีแต่ไม่ได้คุกคามเศรษฐกิจไทยมากนัก ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมัน อัตราแลกเปลี่ยน อัตราเงินเฟ้อหรือฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์และตลาดหุ้น อัตราดอกเบี้ย หนี้สาธารณะ ภัยคุกคามจากการก่อการร้ายและสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงที่มีโอกาสเกิดขึ้นน้อย แต่ก็เกิดถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งก็ต้อง “จับตาวิกฤต” เหล่านี้ให้ดี

เริ่มปีใหม่ไม่ทันไร เกิดแผ่นดินไหวแล้ว 23 ครั้งทั้งในเฮติ ในญี่ปุ่น และล่าสุดที่ชิลี แม้จะ “ไกลตัว” แต่ก็ “เสียว” เหมือนกัน

ข่าวล่าสุด

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า