
แลนด์ฯช็อปที่ดิน6พันล้าน
จัดงบเพิ่มรับแนวรถไฟฟ้าบูม ฉีกกฎผุดคอนโดขายก่อนสร้าง
โพสต์ทูเดย์
— แลนด์ฯ ทุ่ม 6,000 ล้านบาท ตุนที่ดินแนวรถไฟฟ้า ปรับแผนผุดคอนโด ลุยขายก่อนสร้างนายนพร สุนทรจิตต์เจริญ กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เปิดเผยว่า ในปีนี้บริษัทจะใช้เงิน 5,0006,000 ล้านบาท เพื่อซื้อที่ดินสำหรับการเปิดโครงการใหม่ ซึ่งมากกว่าทุกๆ ปีที่ใช้เงินอยู่ประมาณ 3,0004,000 ล้านบาท เนื่องจากโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าเริ่มเป็นรูปธรรมขึ้น บริษัทจึงเพิ่มงบเพื่อซื้อที่ดินในแนวรถไฟฟ้าอีกประมาณ 2,000 ล้านบาท
“
ทำเลที่บริษัทซื้อที่ดินเข้ามามากที่สุดในขณะนี้ คือ ตามแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วง บางใหญ่บางซื่อ มีจำนวน 200 ไร่ ซึ่งที่ดินที่ซื้อมาทั้งหมดในปีนี้ 80% จะนำมาพัฒนาโครงการทันที” นายนพร กล่าวสำหรับแผนการลงทุนในปี 2553 บริษัทจะเปิดโครงการเพิ่มอีก 17 โครงการ มูลค่ารวม 3 หมื่นล้านบาท เป็นบ้านเดี่ยว 10 โครงการ ทาวน์เฮาส์ 3 โครงการ และคอนโดมิเนียม 4 โครงการ ทำให้มีจำนวนโครงการที่เปิดขายในปีนี้รวม 56 โครงการ
นายนพร กล่าวว่า นอกจากนี้บริษัทยังได้ปรับการดำเนินงานในส่วนของการพัฒนาโครงการประเภทคอนโดมิเนียมใหม่ โดยจะเปิดขายในลักษณะให้ลูกค้าผ่อนดาวน์จากเดิมที่บริษัทจะใช้กลยุทธ์สร้างเสร็จก่อนขาย เพื่อรักษาโอกาสในการขาย และสร้างรายได้ให้เร็วขึ้น สำหรับคอนโดมิเนียมทั้ง 4 โครงการจะอยู่ในทำเลสุขุมวิท 3 โครงการ และหัวหินอีก 1 โครงการ
สำหรับเป้าหมายการขายในปีนี้ บริษัทตั้งเป้ายอดโอนไว้ 1.9 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2552 ประมาณ 15% โดยที่ตลาดหลักของบริษัทยังคงเป็นบ้านเดี่ยวที่ปัจจุบันมีส่วนแบ่งตลาดถึง 24.5% เพิ่มขึ้นจากปี 2551 ที่มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 17.72% เนื่องจากผู้ประกอบการที่พัฒนาบ้านเดี่ยวลดลง
“
แนวโน้มตลาดในปีนี้กำลังซื้อคงจะไม่หวือหวานัก เพราะได้ถูกดูดซับมาตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2552 แล้ว ความต้องการที่อยู่อาศัยจะยังเป็นความต้องการที่แท้จริง แต่ถ้ารถไฟฟ้าเป็นรูปธรรมขึ้น เชื่อว่าจะสร้างความต้องการซื้อใหม่ให้เพิ่มขึ้นได้” นายนพร กล่าวด้านนายอดิศร ธนนันท์นราพูล กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ กล่าวว่า ในปี 2552 บริษัทและบริษัทย่อยมียอดขายจากการโอนบ้านรวมทั้งสิ้น 1.7 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,863 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 12.09% เมื่อเทียบกับปี 2551 ซึ่งมียอดขายเท่ากับ 1.5 หมื่นล้านบาท
ขณะที่นายนพร กล่าวถึงผลประกอบการของบริษัทที่ตกลงมาอยู่ในอันดับ 2 ว่า เป็นเพราะแต่ละบริษัทเข้าทำตลาดในเซ็กเมนต์ที่ไม่เหมือนกัน บริษัทยังคงอยู่ในเซ็กเมนต์บ้านในระดับ 35 ล้านบาทเป็นหลัก หรือประมาณ 50% ของสินค้าที่มีอยู่โดยที่ตลาดมีแนวโน้มที่ขยายตัวจากปี 2552 ประมาณ 7% ของบ้านจดทะเบียนเพิ่มโดยรวมทั้งหมด(สร้างเองและจัดสรร) ทั้งนี้ประมาณการบ้านจดทะเบียนเพิ่มประเภทจัดสรรในปี 2553 มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 74,000 หน่วย โดยมีปัจจัยบวกและปัจจัยลบที่มีต่อตลาดที่อยู่อาศัย ที่สำคัญๆ ดังนี้
ภาวะเศรษฐกิจไทย มีแนวโน้มที่จะขยายตัวในระดับ 4% การขยายตัวทางเศรษฐกิจ มีผลต่อความเชื่อมั่นในรายได้ของผู้บริโภคสูงขึ้น ความเชื่อมั่นในการที่จะซื้อสินค้าคงทน โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์
ปัญหาโครงการในมาบตาพุด ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและการลงทุนของภาคเอกชนและต่างประเทศที่มีต่อประเทศไทย
อัตราดอกเบี้ย มีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นเล็กน้อย
อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มที่ปรับตัวสูงขึ้น อยู่ระหว่าง 3.0%
ระดับราคาน้ำมันที่ยังสูง จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น โดยเฉพาะโครงการที่เปิดดำเนินการใหม่ๆ ต้นทุนค่าพัฒนาที่สูงขึ้น
มาตรการของรัฐในการกระตุ้นภาคอสังหารริมทรัพย์ที่สิ้นสุดลง จะกระทบต่อต้นทุนการดำเนินงาน ประกอบกับแนวโน้มของราคาวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งมาผลต่อการปรับตัวของราคาที่อยู่อาศัย
ความเข้มงวดของธนาคารพาณิชย์ในการพิจารณาสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการ (Pre Finance) และผู้บริโภค (PostFinance)
ส่วนผลการดำเนินงานของบริษัทในปี 2552 บริษัทได้ส่งมอบบ้านให้แก่ลูกค้าจำนวน 3,713 หน่วย โดยแบ่งแยกเป็นบ้านเดี่ยว จำนวน 2,485 หน่วย คอนโดมิเนียม 835 หน่วย และทาวน์เฮ้าส์ 393 หน่วย โดยมีส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) ในตลาดบ้านเดี่ยว ในเขต กทม.และปริมณฑล ยอดรวม ม.ค.
– พ.ย. 2552 บริษัทมีส่วนตลาดเท่ากับ 24.5% เพิ่มขึ้นจากเวลาเดียวกันของปี 2551 ที่มีส่วนตลาดเท่ากับ 17.72%






