posttoday
แลนด์ฯช็อปที่ดิน6พันล้าน

แลนด์ฯช็อปที่ดิน6พันล้าน

03 มีนาคม 2553

จัดงบเพิ่มรับแนวรถไฟฟ้าบูม ฉีกกฎผุดคอนโดขายก่อนสร้าง

โพสต์ทูเดย์ — แลนด์ฯ ทุ่ม 6,000 ล้านบาท ตุนที่ดินแนวรถไฟฟ้า ปรับแผนผุดคอนโด ลุยขายก่อนสร้าง

นายนพร สุนทรจิตต์เจริญ กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เปิดเผยว่า ในปีนี้บริษัทจะใช้เงิน 5,0006,000 ล้านบาท เพื่อซื้อที่ดินสำหรับการเปิดโครงการใหม่ ซึ่งมากกว่าทุกๆ ปีที่ใช้เงินอยู่ประมาณ 3,0004,000 ล้านบาท เนื่องจากโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าเริ่มเป็นรูปธรรมขึ้น บริษัทจึงเพิ่มงบเพื่อซื้อที่ดินในแนวรถไฟฟ้าอีกประมาณ 2,000 ล้านบาท

“ทำเลที่บริษัทซื้อที่ดินเข้ามามากที่สุดในขณะนี้ คือ ตามแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วง บางใหญ่บางซื่อ มีจำนวน 200 ไร่ ซึ่งที่ดินที่ซื้อมาทั้งหมดในปีนี้ 80% จะนำมาพัฒนาโครงการทันที” นายนพร กล่าว

สำหรับแผนการลงทุนในปี 2553 บริษัทจะเปิดโครงการเพิ่มอีก 17 โครงการ มูลค่ารวม 3 หมื่นล้านบาท เป็นบ้านเดี่ยว 10 โครงการ ทาวน์เฮาส์ 3 โครงการ และคอนโดมิเนียม 4 โครงการ ทำให้มีจำนวนโครงการที่เปิดขายในปีนี้รวม 56 โครงการ

นายนพร กล่าวว่า นอกจากนี้บริษัทยังได้ปรับการดำเนินงานในส่วนของการพัฒนาโครงการประเภทคอนโดมิเนียมใหม่ โดยจะเปิดขายในลักษณะให้ลูกค้าผ่อนดาวน์จากเดิมที่บริษัทจะใช้กลยุทธ์สร้างเสร็จก่อนขาย เพื่อรักษาโอกาสในการขาย และสร้างรายได้ให้เร็วขึ้น สำหรับคอนโดมิเนียมทั้ง 4 โครงการจะอยู่ในทำเลสุขุมวิท 3 โครงการ และหัวหินอีก 1 โครงการ

สำหรับเป้าหมายการขายในปีนี้ บริษัทตั้งเป้ายอดโอนไว้ 1.9 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2552 ประมาณ 15% โดยที่ตลาดหลักของบริษัทยังคงเป็นบ้านเดี่ยวที่ปัจจุบันมีส่วนแบ่งตลาดถึง 24.5% เพิ่มขึ้นจากปี 2551 ที่มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 17.72% เนื่องจากผู้ประกอบการที่พัฒนาบ้านเดี่ยวลดลง

“แนวโน้มตลาดในปีนี้กำลังซื้อคงจะไม่หวือหวานัก เพราะได้ถูกดูดซับมาตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2552 แล้ว ความต้องการที่อยู่อาศัยจะยังเป็นความต้องการที่แท้จริง แต่ถ้ารถไฟฟ้าเป็นรูปธรรมขึ้น เชื่อว่าจะสร้างความต้องการซื้อใหม่ให้เพิ่มขึ้นได้” นายนพร กล่าว

ด้านนายอดิศร ธนนันท์นราพูล กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ กล่าวว่า ในปี 2552 บริษัทและบริษัทย่อยมียอดขายจากการโอนบ้านรวมทั้งสิ้น 1.7 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,863 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 12.09% เมื่อเทียบกับปี 2551 ซึ่งมียอดขายเท่ากับ 1.5 หมื่นล้านบาท

ขณะที่นายนพร กล่าวถึงผลประกอบการของบริษัทที่ตกลงมาอยู่ในอันดับ 2 ว่า เป็นเพราะแต่ละบริษัทเข้าทำตลาดในเซ็กเมนต์ที่ไม่เหมือนกัน บริษัทยังคงอยู่ในเซ็กเมนต์บ้านในระดับ 35 ล้านบาทเป็นหลัก หรือประมาณ 50% ของสินค้าที่มีอยู่โดยที่ตลาดมีแนวโน้มที่ขยายตัวจากปี 2552 ประมาณ 7% ของบ้านจดทะเบียนเพิ่มโดยรวมทั้งหมด(สร้างเองและจัดสรร) ทั้งนี้ประมาณการบ้านจดทะเบียนเพิ่มประเภทจัดสรรในปี 2553 มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 74,000 หน่วย โดยมีปัจจัยบวกและปัจจัยลบที่มีต่อตลาดที่อยู่อาศัย ที่สำคัญๆ ดังนี้

ภาวะเศรษฐกิจไทย มีแนวโน้มที่จะขยายตัวในระดับ 4% การขยายตัวทางเศรษฐกิจ มีผลต่อความเชื่อมั่นในรายได้ของผู้บริโภคสูงขึ้น ความเชื่อมั่นในการที่จะซื้อสินค้าคงทน โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์

ปัญหาโครงการในมาบตาพุด ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและการลงทุนของภาคเอกชนและต่างประเทศที่มีต่อประเทศไทย

อัตราดอกเบี้ย มีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นเล็กน้อย

อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มที่ปรับตัวสูงขึ้น อยู่ระหว่าง 3.0%

ระดับราคาน้ำมันที่ยังสูง จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น โดยเฉพาะโครงการที่เปิดดำเนินการใหม่ๆ ต้นทุนค่าพัฒนาที่สูงขึ้น

มาตรการของรัฐในการกระตุ้นภาคอสังหารริมทรัพย์ที่สิ้นสุดลง จะกระทบต่อต้นทุนการดำเนินงาน ประกอบกับแนวโน้มของราคาวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งมาผลต่อการปรับตัวของราคาที่อยู่อาศัย

ความเข้มงวดของธนาคารพาณิชย์ในการพิจารณาสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการ (Pre Finance) และผู้บริโภค (PostFinance)

ส่วนผลการดำเนินงานของบริษัทในปี 2552 บริษัทได้ส่งมอบบ้านให้แก่ลูกค้าจำนวน 3,713 หน่วย โดยแบ่งแยกเป็นบ้านเดี่ยว จำนวน 2,485 หน่วย คอนโดมิเนียม 835 หน่วย และทาวน์เฮ้าส์ 393 หน่วย โดยมีส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) ในตลาดบ้านเดี่ยว ในเขต กทม.และปริมณฑล ยอดรวม ม.ค.– พ.ย. 2552 บริษัทมีส่วนตลาดเท่ากับ 24.5% เพิ่มขึ้นจากเวลาเดียวกันของปี 2551 ที่มีส่วนตลาดเท่ากับ 17.72%

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท