posttoday
โบทอกซ์ เสียใจก็สายเกิน

โบทอกซ์ เสียใจก็สายเกิน

20 กุมภาพันธ์ 2555

หากเอ่ยชื่อสารบริสุทธิ์ชนิดหนึ่ง คือ อ็อกคูลินัม (Oculinum) ก็เดาว่าคงแทบจะไม่มีใครรู้จัก

หากเอ่ยชื่อสารบริสุทธิ์ชนิดหนึ่ง คือ อ็อกคูลินัม (Oculinum) ก็เดาว่าคงแทบจะไม่มีใครรู้จัก

ยกเว้นจะเป็นผู้ที่อยู่ในวงการแพทย์ ซึ่งก็น่าจะน้อยคนที่ยังจำชื่อนี้ได้ เพราะตอนนี้ชื่อใหม่ที่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกของสารชนิดนี้ คือ โบทอกซ์ (Botox)

ส่วนมากแล้วผู้คนจะนึกถึงโบทอกซ์ไปในแง่ของสารเคมี หรือเครื่องสำอางที่ช่วยเรื่องความสวยงาม โดยมีคุณสมบัติหลักที่สำคัญคือ การลดริ้วรอยเหี่ยวย่น ที่ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยในโลกหวาดกลัวกันนักหนา ทำให้โบทอกซ์กลายเป็นสินค้าขายดิบขายดี ในขณะที่ผู้ที่ค้นพบโบทอกซ์ คือ นพ.อลัน สกอตต์ นั้น ไม่ได้ เคยนึกฝันมาก่อนว่า โบทอกซ์จะ “มาไกล” ได้ถึงขนาดนี้

ถึงวันนี้ สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานว่า คุณหมอสกอตต์ชักรู้สึกเสียใจ ที่ได้นึกถึงวันที่เคยตัดสินใจขายสิทธิในการผลิตโบทอกซ์ให้กับ อัลเลอร์แกน อิงค์ (Allergan Inc) บริษัทอเมริกัน ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ในแคลิฟอร์เนีย ไปในราคาเบาะๆ แค่ 4.5 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นราคาที่ทำให้คุณหมอกลายเป็นเศรษฐีตั้งแต่ปี 1991 แต่หากไม่ขายสิทธิออกไป การที่โบทอกซ์สามารถทำเงินได้ทั่วโลกมากมายในขณะนี้ ก็อาจจะทำให้ชีวิตพลิกผัน และคุณหมอสามารถเปลี่ยนจาก “เศรษฐี” เป็น “โคตรอภิมหาเศรษฐี” ได้ เพราะมูลค่าการตลาดของโบทอกซ์ในขณะนี้ ว่ากันเป็นหลักพันๆ ล้านเหรียญสหรัฐในแต่ละปี

โบทอกซ์ เสียใจก็สายเกิน

วันนี้โบทอกซ์เป็นสินค้าที่โดดเด่นในธุรกิจเสริมความงาม เพื่อการลบริ้วรอยและยังใช้ในทางการแพทย์เพื่อช่วยรักษาอาการมากมายให้กับผู้ป่วยสามารถมีชีวิตที่ดีขึ้น เช่น ช่วยผู้ป่วยที่มีปัญหาในการกลืน การกระตุกของกล้ามเนื้อ ฯลฯ และอาการอื่นๆ อีกมากกว่า 100 อาการ เรียกว่านอกเหนือจากเรื่องของความสวยงามแล้ว โบทอกซ์ยังมีประโยชน์อีกเยอะ

คุณหมอสกอตต์ ออกมาบ่นๆ ว่า หากรู้ว่าโบทอกซ์ จะกลายจากเรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่ได้ขนาดนี้ ก็อาจจะไม่ขายสิทธิให้อัลเลอร์แกน อิงค์ไปแน่ๆ แต่ในตอนนั้นคุณหมอก็ยังไม่เห็นทิศทางที่ชัดเจนขนาดนี้ ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดกับนักคิด นักประดิษฐ์ นักวิจัยจำนวนมากทั่วโลก ที่ตอนคิดได้ก็นึกว่ามันดีแล้วเชียว แต่พอขายให้คนอื่นไป กลับพบว่า มันดีกว่าที่คิดอีกเยอะ

อันว่าคุณหมอสกอตต์นั้น แต่เดิมเป็นจักษุแพทย์ในซานฟรานซิสโก ที่ประสบความสำเร็จในการสกัดโบทอกซ์จากแบคทีเรีย ซึ่งในช่วงแรกๆ มันมีคุณสมบัติเป็นพิษชนิดหนึ่ง แต่เมื่อสามารถสกัดออกมาจนเป็นสารบริสุทธิ์ ก็เกิดคุณสมบัติที่เยี่ยมยอดอย่างที่เราได้เห็นกันวันนี้

คุณหมอ บอกว่า ตอนที่ตัดสินใจขายสิทธิในการผลิต ก็คิดว่าได้ข้อตกลงที่น่าพอใจแล้ว แต่ก็อย่างที่ว่า โบทอกซ์ของคุณหมอเดินทางไปไกลกว่าที่คิด

ทีแรกโบทอกซ์เป็นสารที่คุณหมอสกอตต์คิดค้นมาเพื่อช่วยในการทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย และในปี 1989 ก็ได้รับการอนุมัติครั้งแรกจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐ ที่อนุญาตให้ใช้โบทอกซ์เพื่อการรักษาความผิดปกติของกล้ามเนื้อตา และผู้ที่ไม่สามารถควบคุมการกะพริบตาได้จากอาการต่างๆ เช่น อาการหนังตาตก ฯลฯ

“ตอนแรกที่ผลิตมันขึ้นมา ก็รู้เพียงว่า (โบทอกซ์) จะมีคุณสมบัติพิเศษสำหรับระบบประสาท แต่ยังไม่ได้ตระหนักเลยว่า มันจะกลายมาเป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์เพื่อความงามได้ในที่สุด” คุณหมอสกอตต์ กล่าว

อันที่จริงการพัฒนาของโบทอกซ์นั้น ต้องยกความดีให้ พญ.จีน คาร์รัธเธอร์ส จักษุแพทย์ชาวแคนาดา ที่ได้นำโบทอกซ์มาใช้กับผู้ป่วย แล้วพบประสิทธิภาพอันเป็นคุณสมบัติข้างเคียงว่า นอกจากจะช่วยแก้อาการต่างๆ ให้คนไข้แล้ว ปรากฏว่าคนไข้ของคุณหมอยังมีริ้วรอยเหี่ยวย่นที่ลดลงไปได้ด้วย คุณหมอคาร์รัธเธอร์สก็เลยตีพิมพ์ผลการศึกษาที่สำคัญนี้ในปี 1992 และจากนั้นอีก 1 ทศวรรษ องค์การอาหารและยาของสหรัฐ ก็ได้อนุมัติให้โบทอกซ์ที่เดินทางมาจากการเป็นผลิตภัณฑ์ยา ได้กลายเป็นผลิตภัณฑ์เสริมความงามและช่วยลดรอยย่น ที่ตอนนี้ได้มีการใช้เสริมความอ่อนเยาว์ให้สาวๆ (และหนุ่มๆ) อย่างเป็นทางการแล้วใน 80 ประเทศทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม คุณหมอสกอตต์เองก็บอกว่า ยังเป็นเรื่องที่ไม่ชัดเจนว่าจะเกิดอะไรขึ้น หากมีการใช้โบทอกซ์อย่างต่อเนื่องยาวนานหลายสิบปี โดยสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เช่น ผู้ใช้อาจจะมีอาการกล้ามเนื้อหน้าอ่อนแรงลง ที่เคยคิดว่าจะยกกระชับ อาจจะเป็นการทำให้เหี่ยวห้อย แต่มันก็ยังเป็นเรื่องในอนาคต ที่ตอนนี้ไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ ในขณะที่คุณหมอสกอตต์เชื่อว่า ผู้หญิงส่วนใหญ่ยังไม่แคร์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังผ่านไปเป็นสิบๆ ปี แต่ต้องการให้รอยเหี่ยวย่นหายไปในตอนนี้กันมากกว่าที่จะคำนึงถึงผลระยะยาว และความคิดแบบนี้ ก็น่าจะเป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้โบทอกซ์เป็นสินค้าที่มีมูลค่าการตลาดโตวันโตคืน และยิ่งมีมูลค่ามากเท่าไหร่ ก็น่าจะยิ่งทำให้คุณหมอสกอตต์เหี่ยวลงไปทุกที จากความรู้สึกฝังใจว่า “ไม่น่าเลย”

ความเสียอกเสียใจของคุณหมอ ก็เป็นดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า เป็นเรื่องธรรมดาที่นักวิจัยทั่วโลกเจอมาแล้ว และในทางกลับกันก็มีนักวิจัยที่ขายสิทธิในการประดิษฐ์คิดค้นอะไรบางอย่างให้กับบริษัทเอกชนไปแล้วเกิดอาการไม่ทำเงินก็มี การลงทุนของบริษัทเอกชนจึงมีความเสี่ยงอยู่เหมือนกัน และในอีกมุมหนึ่ง หากบริษัทเอกชนไม่ได้ทุ่มเทเพื่อทำการตลาด ผลงานวิจัยใหม่ๆ หลายอย่างทั่วโลกก็จะยังอยู่เพียงในห้องทดลอง ดังนั้น คุณหมอก็น่าจะต้องทำใจให้ได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐี หรืออภิมหาเศรษฐี แต่สิ่งดีที่เห็นได้แน่ๆ คือ ผลงานของคุณหมอได้ออกจากห้องวิจัยมาช่วยคนมากมายในโลก ทั้งที่ป่วยจริงด้วยอาการต่างๆ และป่วยทางใจจากริ้วรอยร่องลึกบนในหน้า

นักวิจัยไทยเอง ก็ได้ชื่อว่าเก่งไม่แพ้ชาติอื่น แต่การประสานงาน ร่วมมือกับบริษัทเอกชนเพื่อนำผลิตผลจากห้องวิจัยมาทำให้เกิดเป็นสินค้าที่มีประสิทธิภาพยังเป็นเรื่องที่ทำได้น้อย ด้วยหลายๆ ปัจจัย แต่เชื่อเหลือเกินว่า ในอนาคตการวิจัยกับการตลาดจะจับคู่กันมากขึ้น สามารถสร้างประโยชน์และเกิดการพัฒนาได้มากขึ้น แต่เราทุกคนก็ต้องยอมรับ “ราคา” หรือ “มูลค่า” ทางการตลาดของมันด้วย อย่ามัวแต่คิดว่า ผลิตผลจากห้องวิจัยต้องเป็นของฟรีเสมอไป มิฉะนั้น การพัฒนาจะไม่เกิดสักที

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท