
โชติกา สวนานนท์ เสือ...ติดปีก
....เจียรนัย อุตะมะ
เมื่อ
“โชติกา สวนานนท์” อดีตกรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) ทหารไทย มาเป็นกรรมการผู้อำนวยการบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์ ได้เพียงไม่ถึงปี ก็สามารถตีตื้นชิงอันดับหนึ่งส่วนแบ่งตลาดธุรกิจกองทุนรวมและธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพคืนมาจาก บลจ.กสิกรไทย ได้ ทั้งนี้แม้ว่าเมื่อรวมกับธุรกิจกองทุนส่วนบุคคลแล้ว บลจ.กสิกรไทย ยังมีสินทรัพย์เป็นอันดับหนึ่งอยู่ก็ตามการย้ายรังจาก บลจ.ทหารไทย ที่ตัวเองปลุกปั้นมากับมือ มาอยู่ในเครือไทยพาณิชย์ที่เป็นธนาคารที่แข็งแกร่งกว่า เท่ากับว่าเป็นการติดปีกให้เสือได้กล้าแกร่งกว่าเดิมนั่นเอง
ช่วงแรกที่เข้ามารับตำแหน่ง ส่วนแบ่งการตลาดกองทุนรวมของ บลจ.แห่งนี้ลดลงเหลือแค่ 3,000 ล้านบาท กว่าจะตีตื้นขึ้นมาได้ก็ล่วงเลยเข้าปลายปี คือประมาณเดือน ส.ค.ก.ย. 2552 ที่ผ่านมา
“
ช่วงปลายปี 2551 วิกฤตซับไพรม์ในสหรัฐทำให้กองทุนเกาหลีหยุดชะงัก และมีกำหนดครบเทอมไถ่ถอนกองทุนด้วย โชคดีช่วงที่ส่วนแบ่งการตลาดกลับมาเป็นเพราะออกกองทุนเน้นพันธบัตรเกาหลีที่ตลาดเอื้ออำนวย เพราะดอกเบี้ยต่ำเงินจึงไหลเข้าซื้อกองทุน พร้อมกับลูกค้าเดิมที่ตามมาคือกองทุนอสังหาริมทรัพย์ CPN”สิ้นปี 2552 ส่วนแบ่งการตลาดสินทรัพย์กองทุนรวม บลจ.ไทยพาณิชย์ 4.2 หมื่นล้านบาท บลจ.กสิกรไทย 3.8 หมื่นล้านบาท กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ บลจ.ไทยพาณิชย์ 7.3 หมื่นล้านบาท บลจ.กสิกรไทย 7.2 หมื่นล้านบาท และกองทุนส่วนบุคคลไทยพาณิชย์ 5,300 ล้านบาท บลจ.กสิกรไทย 5.3 หมื่นล้านบาท
เป้าหมายกองทุนรวมที่ธนาคารแม่ให้คือ 1.5 หมื่นล้านบาท แต่เธอทำให้ได้ถึง 1.68 หมื่นล้านบาท (ไม่รวมกองทุนอสังหาริมทรัพย์) และเป้าหมายที่จะให้ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งด้านกองทุนรวม โดยชนะคู่แข่ง 2 หมื่นล้านบาท เธอทำได้เกิน 3.7 หมื่นล้านบาท และเป้าปีนี้สิหินกว่า ต้องนำหน้าคู่แข่ง 5 หมื่นล้านบาท
ปีนี้ ธนาคารแม่ให้แนวทางในการทำงานว่า บลจ.ไทยพาณิชย์ ต้องหาลูกค้าจากข้างนอกมากขึ้น เธอจึงคิดจะขายข้ามผลิตภัณฑ์โดยขายกองทุนรวมให้ลูกค้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่สนใจที่จะเป็นกลยุทธ์หลักในปีนี้
“
โชติกา” เพิ่งเข้ามาเป็นผู้นำ บลจ.ไทยพาณิชย์ เมื่อวันที่ 1 มี.ค. 2552 ช่วงที่ธนาคารทหารไทยกำลังฝุ่นตลบเมื่อได้ผู้ถือหุ้นใหญ่คนใหม่เป็นกลุ่มไอเอ็นจี ที่ยังผลให้ธนาคารแห่งนี้มี บลจ.ถึง 2 แห่ง คือ บลจ.ไอเอ็นจี และ บลจ.ทหารไทยแต่ที่ธนาคารไทยพาณิชย์มีลูกรักเพียงคนเดียวคือ บลจ.ไทยพาณิชย์
“
ได้รับคำชวนมาจากทั้ง วิชิต สุรพงษ์ชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ และคุณกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เลยไปขอ ทนง พิทยะ ออกมา”เธอจบปริญญาตรี สาขาจิตวิทยา มหาวิทยาลัยมินนิโซตา สหรัฐ และปริญญาโท 2 ใบคือ สาขาจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยซานฟรานซิสโก สหรัฐ และบริหารธุรกิจสาขาการเงินและธุรกิจระหว่างประเทศ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จบกลับมาเป็นดีลเลอร์ที่ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดอยู่ห้องค้าเงิน ต่อมา
“ก้องเกียรติ โอภาสวงการ” ที่ปัจจุบันเป็นประธานกรรมการบริหาร บล.เอเซีย พลัส (อดีตผู้จัดการสำนักงานประเทศไทยแบริ่ง) ชวนไปเป็นนักวิเคราะห์ที่ บริษัท แบริ่ง รีเสิร์ช (ประเทศไทย) ยุคก่อตั้งดูแลงานด้านวิเคราะห์หลักทรัพย์ ในหมวดธนาคาร สื่อสาร และหมวดทั่วไป จนทำให้แบริ่งเป็นอันดับ 1 ในด้านการวิเคราะห์หลักทรัพย์ ทำงานเติบโตจนเป็นผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ จากนั้นตาม “ก้องเกียรติ” ที่ก่อตั้ง บล.แอสเซท พลัส มาทำหน้าที่ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการดูแลงานวาณิชธนกิจ ซึ่งขณะนั้นกลุ่มสื่อสารหลายบริษัทกำลังเข้าจดทะเบียน ไม่ว่าจะเป็น บริษัท ทีทีแอนด์ที บริษัท จัสมิน กลุ่มพลังงาน บริษัท โคเจนเนอเรชั่น และกลุ่มสื่อ บริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคด และบริษัท บีอีซี เวิลด์เธอเล่าว่า ลาออกเมื่อท้องลูกคนที่ 2 เนื่องจากงานวาณิชธนกิจสมัยนั้นหนักหน่วงต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ และกลับเข้าวงการอีกครั้งเพราะ
“วีรวัฒน์ ชุติเชษฐ์พงษ์” แนะนำให้ “ทนง” กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารทหารไทยตอนนั้น เลือกมาบุกเบิก บลจ.ทหารไทย ในเดือน ธ.ค. 2540 โดยมีสินทรัพย์เริ่มต้น 2,500 ล้านบาท ในปีแรกที่ก่อตั้ง“
ตอนนั้นเพิ่งปิดสถาบันการเงิน 56 แห่ง วิกฤตปี 2540 ธนาคารแม่คุยกับเราตั้งแต่ต้นว่าให้พึ่งตัวเอง เพราะแม่เพิ่งเข้าโครงการกองทุนขั้นที่ 1 มีรัฐบาลเข้ามาถือหุ้นเพื่อความอยู่รอด ลูกค้าของเราตอนนั้นเป็นลูกค้าธนาคารเพียง 60%”จนกระทั่งวันที่ออกมาจาก บลจ.ทหารไทย ธนาคารแห่งนี้มีสินทรัพย์อันดับประมาณ 35 อันดับแรก
จาก บลจ.ที่พึ่งพาตัวเอง แต่มีจุดเด่น โดย บลจ.นี้เป็น บลจ.แรกที่มีกองทุนทองคำ ตั้งแต่ทองคำยังไม่เป็นที่นิยมของนักลงทุน สร้างผลตอบแทนมหาศาลให้กับผู้ถือหน่วย เพราะเธอยึดหลักออกกองทุนตามความต้องการของลูกค้า จนกระทั่งเข้ามาในเครือไทยพาณิชย์ที่แข็งแกร่ง
“
ตอนเข้ามากังวลว่าตัวเองจะเหมาะสมกับองค์กรขนาดใหญ่หรือไม่ เพราะเคยอยู่องค์กรขนาดเล็กมาก่อนตั้งแต่ 5 คน จนถึง 100 คน แต่อยู่ที่ไทยพาณิชย์แม้ว่าจะมีพนักงาน บลจ. 150 คน แต่ต้องเป็นส่วนหนึ่งของพนักงานทั้งเครือ 2 หมื่นคน”“
โชติกา” เล่าว่า “กรรณิกา” ให้เข้าประชุมทุกนัดเพื่อหล่อหลอมผู้บริหารในเครือให้เป็นหนึ่งเดียว จนรู้สึกว่าเป็นไทยพาณิชย์ได้ในระยะเวลารวดเร็ว และความที่ปรับตัวได้ จึงทำให้ทำงานได้ด้วยดีเวลาว่างเธอบอกว่า ต้องเป็นวันเสาร์และวันอาทิตย์ที่เป็นวันหยุด ที่ใช้เวลากับครอบครัวให้มากที่สุด เพราะวันธรรมดาปัจจุบันไม่ได้รับส่งลูกไปโรงเรียนทุกวัน และกว่าจะกลับถึงบ้านก็ 21.00 น.
ลูกของเธอทั้งสองคนเป็นผู้หญิงที่อยู่ในช่วงวัยรุ่น 18 ปี และ 14 ปี เรียนสาธิตปทุมวัน โรงเรียนเดิมของมารดา เรียกว่าเรียนเก่งตามพันธุกรรม







